Special Report โดย กรศิริ
ในทันทีที่ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (DUSIT) เปิดเผยผ่านระบบข่าวของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพียงรูปแบบเดียว โดยกำหนด Record Date ในวันที่ 10 กันยายน 2568
โดยระบุว่า การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามหนังสือของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ตามสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ ได้ข้อให้มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ตามบทบัญญัติของมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
ใช้สิทธิผู้ถือหุ้นใหญ่ เรียกประชุมและบรรจุวาระ

ที่สำคัญ บริษัท ชนัตถ์และลูก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ DUSIT โดยถือหุ้นอยู่ 422,821,310 หุ้น คิดเป็น 49.74% ได้มีการเสนอขอบรรจุวาระที่สะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มพี่น้องที่เป็นทายาทของคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี อย่างชัดเจน
โดยพบว่า ในวาระที่ 3 พิจารณาอนุมัติถอดถอน นายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท

และในวาระที่ 4 พิจารณาอนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการ แต่งตั้งกรรมการเข้าใหม่และเปลี่ยนแปลงอำนาจ
กรรมการ ดังนี้
4.1 พิจารณาอนุมัติเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นตำแหน่งตามวาระ จำนวน 4 คน
โดยเสนอบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ ดังนี้
(1) ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร เป็นกรรมการอิสระ
(2) นายกุลิศ สมบัติศิริ เป็นกรรมการอิสระ
(3) นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ เป็นกรรมการอิสระ
(4) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย เป็นกรรมการอิสระ
4.2 พิจารณาอนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการและกรรมการอิสระ จากปัจจุบันที่มีจำนวนกรรมการ 12คน เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 18 คน โดยเสนอขออนุมัติเลือกตั้งบุคคลต่อไปนี้ เข้าเป็นกรรมการอีก 5 คน และกรรมการอิสระใหม่อีก 1 คน รวมเป็น 6 คน
(1) ดร.กฤษดา กวีญาณ เป็นกรรมการ
(2) นายเสข วรรณเมธี เป็นกรรมการ
(3) นายปัณฑิต มงคลกุล เป็นกรรมการ
(4) นายภูม โอสถานนท์ เป็นกรรมการ
(5) นายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ เป็นกรรมการ
(6) นายพิชัย ดุษฎีกุลชัย เป็นกรรมการอิสระ
4.3 พิจารณาอนุมัติเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ โดยกำหนดอำนาจกรรมการที่จะกระทำการแทนบริษัทใหม่ จากเดิม “ชื่อและจำนวนกรรมการ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท คือ นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท” เปลี่ยนเป็น “ชื่อและจำนวนกรรมการ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท คือ นางสินี เธียรประสิทธิ์ ดร.กฤษดา กวีญาณ นายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ กรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท”

เสนอปลด ‘ชนินทธ์-ตั้งกรรมการเพิ่ม’ มุ่งคุมอำนาจบริหาร
ซึ่งทั้งหมดเป็นวาระที่เสนอบรรจุวาระโดย บริษัท ชนัตถ์และลูก ซึ่งปัจจุบันกรรมการที่มีอำนาจของ บริษัท ชนัตถ์และลูก คือ กลุ่มของนางสินี เธียรประสิทธิ์ และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัท ชนัตถ์และลูก แล้ว หลังจากนายชนินทธ์ โทณวณิก ถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการบริษัท เมื่อเดือน พ.ย. 2567 และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2568
กรณีนี้ชัดเจนว่า ในกลุ่มทายาท 3 พี่น้อง มาถึงจุดแตกหักแล้ว
หลังจากที่ นางสินี และนางสุนงค์ จับมือกัน จนทำให้มีเสียงข้างมากในบริษัท ชนัตถ์และลูก และมีมติถอดถอนนายชนินทธ์ ออกจากกรรมการบริษัทฯแล้ว ก็ได้เดินหน้าต่อโดยใช้สิทธิ์ บริษัท ชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 เสนอถอดถอน นายชนินทธ์ ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ดุสิตธานี อีกด้วย
ซึ่งแน่นอนว่า โอกาสที่วาระถอดถอน นายชนินทธ์ จะประสบความสำเร็จนั้นมีสูง เพราะแค่คะแนนเสียง 49.74% ที่บริษัท ชนัตถ์และลูก ถืออยู่ นายชนินทธ์ ก็เสี่ยงสูงแล้ว เพราะต้องรวมเสียงให้ได้ถึง 50.26% มาสู้ ซึ่งไม่ง่ายเลยจริงๆ แค่โดนหักเสียงหุ้นที่อยู่ในบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 1.88% ออกไปเพียงรายเดียว ก็จะเท่ากับมีเสียงสู้แค่ 48.38% เท่านั้น ที่สำคัญ นายชนินทธ์เองก็ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ดังนั้น โอกาสที่จะชนะเสียงของบริษัท ชนัตถ์และลูก จึงต้องถือว่ายากมาก
รวมถึงวาระการเพิ่มกรรมการและการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการและผู้ลงลายมือชื่อแทนบริษัท ก็เช่นเดียวกัน
จึงไม่แปลกที่เมื่อ ดุสิตธานี มีการแจ้งข่าวผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อเวลา 08:02 น. ถึงการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และวาระการประชุม ทางนายชนินทธ์ จึงได้มีการนัดแถลงข่าวทันทีในเวลา 10:00 น.

‘ชนินทธ์’ แถลงเปิดใจปมขัดแย้ง 3 พี่น้อง
นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ถึงความขัดแย้งภายในครอบครัว ว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง และการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ. ดุสิตธานี แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” สิ้น
“เนื่องจากท่านผู้หญิงฯ ได้มอบหมายให้ผมเป็น “เสาหลัก” ในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับผม หรือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับคุณสินี เธียรประสิทธิ์ โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ผมคือผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือผมลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก”
“ต่อมา น้องทั้งสองคนของผมได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของผม โดยจากที่ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการ 2 ใน 3 ลงนามร่วมกัน และหลังจากนั้นน้องๆ ก็ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดผมออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของผม และขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง”
“ต่อมาในช่วงโควิด เราทั้งสามคนมีการตกลงที่จะแบ่ง “กองมรดก” ออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี) บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องต่างๆ ของผมที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย และประนีประนอม แต่วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะการกระทำแบบเดียวกันได้ขยายมาถึง บมจ. ดุสิตธานี”
“ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย” ชนินทธ์กล่าว

‘ศุภจี’ พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ด้วยหลักธรรมาภิบาล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวว่า การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ เป็นกระบวนการปกติภายใต้กฎหมายและหลักบรรษัทภิบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องสำคัญของบริษัทฯ
“ดิฉันขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น โดยทีมผู้บริหารและพนักงานทุกคนยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนกว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะมีมติ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต บริษัทฯ พร้อมที่จะแจ้งให้ทราบโดยทันที และเรายังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ด้วยความโปร่งใสภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน”
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มดุสิตธานี ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ โดยมุ่งหวังที่จะวางรากฐานที่มั่นคงให้กับดุสิตธานี โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่าง ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งนับเป็นอีกก้าวแห่งประวัติศาสตร์ที่จะยกระดับบริษัทฯ เข้าสู่ Chapter ใหม่
“หลังจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจากสิ่งที่ผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงคณะกรรมการบริษัทฯ ได้สร้างไว้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้บริหาร แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อย่างแน่นอน คือ การที่ดุสิตธานีจะสามารถรับรู้รายได้และผลกำไรในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายในปีหน้า หลังจากจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารที่พักอาศัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มดุสิตธานี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีกล่าว

เซ็นทรัลพัฒนา แจงด่วน ไม่เกี่ยวขัดแย้ง
ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ถูกพาดพิง ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า อ้างถึงข่าวพาดพิง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดต่อนโยบายการเข้าลงทุนของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ และขอชี้แจง ดังนี้
บริษัทฯ ได้รับโอกาสในการร่วมลงทุน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งในส่วนของโรงแรมและอาคารสำนักงานได้เปิดดำเนินการแล้ว และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค กำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 4 กันยายน 2568 นี้
ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 17.09 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมาเซ็นทรัลพัฒนา เคารพในการบริหารงานของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด
ดังนั้น เมื่อเซ็นทรัลพัฒนา ได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของดุสิตธานีให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา มีเจตนาอันดีและดำเนินงานภายใต้หลักธรรมภิบาลตามแนวทางของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อันเป็นสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญ และดำเนินการในแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอด
ดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด
เซ็นทรัลพัฒนา ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี และได้รับการรับรองและตรวจสอบอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด รวมถึงสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งศึกทายาทตระกูลธุรกิจดังของเมืองไทย
ในแง่ของธุรกิจครอบครัว กับเรื่องของกองมรดกที่ปันส่วนกันระหว่างพี่น้อง เรื่องของโรงแรมดุสิตธานี ไม่ใช่ธุรกิจแรกที่เกิดปัญหา แต่มีหลายตระกูล หลายบริษัทที่เกิดปัญหาเช่นนี้มาแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อประมุขใหญ่ของตระกูลวายชนม์ลงไป แล้วพี่น้องเกิดความแตกแยก
กรณีของดุสิตธานี ชัดเจนว่า เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของ 3 พี่น้อง ทายาทคุณหญิงชนัตถ์ ส่วนลึกๆแล้วจะขัดแย้งกันด้วยเหตุใด จะเพราะมีบุคคภายนอกเข้ามา หรือเพราะผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว ล้วนมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น แต่ที่แน่ๆ พี่น้องน่าจะคุยกันเองไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะแม้แต่ก่อนหน้าที่มีกระแสข่าวว่า นายอาสา สารสิน อดีตประธานกรรมการ บมจ.ดุสิตธานี พยายามที่จะเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ แต่สุดท้าย นายอาสาเอง ก็ยังไม่ได้รับการโหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้เป็นกรรมการต่อไป การเป็นคนกลางจึงต้องยุติไปโดยปริยาย
ผลกระทบต่อผู้ลงทุนในตลาดหุ้น
กรณีความขัดแย้งของ 3 พี่น้องทายาทดุสิตธานี ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ย่อมต้องมีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นที่เข้าไปลงทุนในหุ้นดุสิตธานีด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากผลการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ออกมาด้วยมติเสียงข้างมากของกลุ่มที่ใช้สิทธิในการเรียกประชุมและเสนอบรรจุวาระ ย่อมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการ และโครงสร้างการบริหารของดุสิตธานีอย่างแน่นอน
แม้แต่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งเป็น CEO ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะอยู่บริหารได้ต่อไปหรือไม่ เพราะในวาระที่ 4 ซึ่งเสนอเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัท นางศุภจี ยังอยู่ในระเบียบวาระที่จะไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจลงนามอีกต่อไป
อีกทั้งการเพิ่มจำนวนกรรมการอย่างมาก ย่อมนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายของบริษัทที่เพิ่มขึ้น เพราะกรรมการที่เข้ามาย่อมต้องได้รับผลโยชน์ทั้งเงินเดือนกรรมการ เบี้ยประชุมกรรมการ และผลประโยชน์อื่นใดอีก
ขณะที่ต่อให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ จะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นศึกษาข้อมูลให้ดี ให้ไปร่วมประชุม และใช้วิจารณญาณที่รอบคอบในการลงมติออกเสียง แต่ศึกครั้งนี้สู้กันด้วยเสียงของผู้ถือหุ้นใหญ่ แล้วผู้ถือหุ้นรายย่อยจะสามารถทำอะไรได้ นอกจากลุ้นดูว่าหลังการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น ธุรกิจของดุสิตธานี และหุ้นดุสิตธานี จะเป็นไปในทิศทางใด
สายเลือด VS ผลประโยชน์
หลายตระกูลธุรกิจเมืองไทย แม้จะมีความพยายามในการจัดสรรกองมรดกให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด แต่ด้วยกลไกทางกฎหมาย ทิศทางและรูปแบบของธุรกิจ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่สามารถที่จะการันตีได้ว่า จะไม่เกิดอะไรขึ้น
บางตระกูลดัง ระบุไว้ในพินัยกรรมว่า ให้ตกเป็นของทายาททุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกกงสี สุดท้าย กลายเป็นกรณีปริศนาที่พี่น้องทะยอยเสียชีวิต กงสีคงอยู่ แต่พี่น้องที่เป็นตัวหารผลประโยชน์ของกงสีลดน้อยลง
หรือบางกรณี แม้จะแบ่งให้พี่น้องทุกคนเท่า ๆ กัน แต่เมื่อมีการแบ่งกลุ่ม แบ่งขั้วพี่น้องกันเกิดขึ้น ก็มักจะเกิดการรวมเสียง จนขั้วหนึ่งกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และสามารถล้างบางอีกขั้วหนึ่งได้ในที่สุด
คำว่า “สายเลือดข้นกว่าน้ำ” หลายกรณีพิสูจน์แล้วว่า ใช้ไม่ได้กับโลกธุรกิจ โลกแห่งผลประโยชน์
กรศิริ
#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวWealthAndBiz


