ชี้หากสินค้าเกษตรขายได้เงินต่างประเทศมาแล้ว จะแลกเงินบาทได้มากขึ้น ประชาชนจะมีรายได้มากขึ้น ประเทศจะเจริญขึ้นด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz ว่า สัปดาห์ที่แล้ว มีอดีตรองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ส่งข้อมูลมาให้ดูแล้วน่าตกใจมาก โดยได้ระบุมาด้วยว่ารายได้เกษตรกรวูบ ราคาสินค้าเกษตรร่วงหนักสุด รายได้เกษตรกรไทยวิกฤติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยไตรมาส 2/68 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรร่วงแรงสุดในรอบ 51 ไตรมาส หรือกว่า 12 ปี 9 เดือน ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง หลายพืชผลหลักราคาดิ่งแรงไม้ผลลดลง 27.5% ข้าวเปลือกร่วง 13% ยางพาราลด 16.1% มันสำปะหลังทรุด 38.9% และโคเนื้อลดลง 17.3% แม้สุกรและไก่เนื้อจะยังปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ไม่เพียงพอชดเชยภาพรวมที่ถดถอยลงอย่างหนัก และให้ข้อมูลด้วยว่าเพียงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 15% ซึ่งส่งผลลบต่อแทบทุกสาขา ทั้งส่งออก ท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตรทุกตัว รายได้เงินบาท 15% ที่หายไปนี้ มีความสำคัญสุดๆ ต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกร ที่มีทั้งหนี้ดอกเบี้ย และทั้งค่าเช่าที่ดิน ที่ถมทับกันอยู่
“ผมเห็นด้วยกับท่านอดีตรองนายกฯครับ ค่าเงินบาทที่แข็งกว่าทุกประเทศอย่างมาก มานานกว่า 20 ปี เป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานของรัฐบาลสร้างขึ้นมาเอง เนื่องจากไม่เข้าใจกลไกเศรษฐกิจมหภาค ได้ทำให้ประเทศไทยไม่เจริญเติบโต ประชาชนยากจน มากกว่า 10 ปีแล้ว”
ดร.สุชาติ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลปรับค่าเงินบาทที่แข็งเกินไปลงมาให้เหมาะสมในวันนี้ ราคาสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดก็จะเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อได้เงินต่างประเทศมาแล้ว จะแลกเงินบาทได้มากขึ้น นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าอื่นๆ และท่องเที่ยว จะมีรายได้เพิ่มขึ้นในรูปเงินบาททันที ทำให้รายได้ของชาติ (GDP) เพิ่มขึ้นโดยตรง รายได้เกษตรกรและรายได้ประชาชนจะเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนลดลง รัฐบาลจะได้ภาษีเพิ่มขึ้น หนี้รัฐบาลลดลง ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนใน 3 เดือน และในปีถัดไป เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตในอัตราที่สูงขึ้น เอกชนและเกษตรกรจะมีเงินมาเพิ่มเทคโนโลยีและสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ
“รัฐบาลควรรีบนำมาตรการนี้ไปใช้ รัฐบาลไม่สามารถใช้รายจ่ายรัฐบาล ฟื้นเศรษฐกิจได้ เพราะเงินที่รัฐบาลจะนำไปใช้จ่ายนั้น ต้องไปเก็บภาษีมาหรือไปกู้มา ทำให้เกิดการลดการใช้จ่ายประชาชนและลดการลงทุนเอกชน ทดแทนกันไปเรียกว่า Crowding out effect”ศ.สุชาติ กล่าว

หมายเหตุ:
ก) จากสูตร e=P/Pw, e คือดัชนีค่าเงินบาท, P คือดัชนีราคาสินค้าของเรา และ Pw คือดัชนีราคาสินค้าของโลก: หากเงินเฟ้อเราต่ำกว่าเงินเฟ้อโลก เงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้น
ข) เงินเฟ้อไทยต่ำกว่าเงินเฟ้อโลกมาก เพราะเราใช้นโยบายดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงของโลกมาก ทำให้ปริมาณเงินเราเพิ่มน้อยกว่าปริมาณเงินของแต่ละปท.ในโลก (ในที่นี้ เศรษฐกิจโลก นับเฉพาะประเทศที่มีนโยบายเศรษฐกิจสมเหตุสมผล ไม่รวมประเทศที่มีเงินเฟ้อมากๆ เพราะพิมพ์เงินกระดาษมาใช้)
ค) เงินเฟ้อโลกประมาณ 3-4% แต่เงินเฟ้อไทยต่ำกว่า 1% มานาน เงินบาทจึงแข็งกว่าค่าเงินของประเทศส่วนใหญ่ของโลกมานาน แข็งค่าจนเศรษฐไทยไม่เจริญเติบโต เพราะส่งออกได้น้อย ท่องเที่ยวได้รายได้ลดลง จึงมาลดการผลิต ลดการพัฒนาเทคโนโลยีและสินค้าใหม่ๆ ทำให้ประเทศดูไม่ค่อยมีอนาคต
#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวWealthAndBiz


