BKIH โชว์แกร่ง กำไรปี 68 ทะลุ 3.1 พันล้าน ตั้งเป้ากวาดเบี้ยปีนี้ 3.2 หมื่นล้าน

บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ  3 เปิดผลการดำเนินงานปี 2568 กำไรสุทธิ 3,135.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน พร้อมจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีในอัตราหุ้นละ 17.50 บาท สะท้อนฐานะการเงินและศักยภาพการบริหารธุรกิจของกลุ่มที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่องท่ามกลางภาวะเสี่ยงรอบด้านตั้งเป้าปี 69 กวาดเบี้ยฯปี 32,600 ล้านบาท เติบโต 4%

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI กล่าวว่าแม้ในปีที่ผ่านมาบริษัทต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงรอบด้านทั้งเหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ รวมทั้งต้นทุนการซื้อประกันภัยต่อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่กรุงเทพประกันภัยยังสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 3,121.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% เป็นการทำกำไรสุทธิที่ทำลายสถิติเดิม

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรุงเทพประกันภัยได้ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 32,600 ล้านบาท เติบโต 4% โดยบริษัทฯ มีความพร้อมต่อยอดการดำเนินธุรกิจเพื่อขยายโอกาสสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพการให้บริการแก่ลูกค้าเดิม ภายใต้แนวคิด Fast and Flexible Mindset ที่มุ่งปรับรูปแบบการทำงานให้คล่องตัว รวดเร็ว และยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดจากแนวทางการดำเนินงานแบบเดิม และยกระดับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและคู่ค้า ทั้งในด้านการรับประกันภัย การขาย และการบริหารจัดการสินไหมทดแทน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มครองครอบคลุม พร้อมกำหนดระดับราคาที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับความรวดเร็วในการให้บริการผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ต่อยอดผลิตภัณฑ์ประกันภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบความคุ้มครองที่สอดรับกับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบัน ผ่านกลยุทธ์ Lifestyle Insurance ที่ออกแบบความคุ้มครองให้สอดรับกับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารความเสี่ยงและรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม

จากกระแสตอบรับที่ดีของแผนประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ Super Special เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความคุ้มครองที่เหมาะสมในราคาที่เข้าถึงได้ ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์จากการชน เสียหายจากภัยน้ำท่วม การถูกโจรกรรมทรัพย์สินภายในรถยนต์ และความเสียหายสิ้นเชิงของรถยนต์จากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำหรือรถตกข้างทาง โดยมีทุนประกันภัยให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของลูกค้า และให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 100,000 บาท เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 6,180 บาท

ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องืโดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 42% พร้อมกันนั้นยังให้ความสำคัญกับเทรนด์ Pet Humanization จึงได้พัฒนาประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ที่เพิ่มความคุ้มครองสำหรับผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงจากอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ

นอกจากนี้จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น บริษัทฯ จึงพัฒนาแผนประกันภัยโรคร้ายแรง เพื่อช่วยรองรับความเสี่ยง คลายความกังวล และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของลูกค้า โดยให้ความคุ้มครองครอบคลุม 11 โรคร้ายแรง รวมถึงโรคเบาหวาน ซึ่งมีจุดเด่นดังนี้

แผนประกันภัยโรคร้ายแรงคุ้มครองทุกระยะ รับเงินชดเชยเต็มทุนประกันภัย 100%
– ทุนประกันภัยมีให้เลือกตั้งแต่ 300,000 – 1,000,000 บาท
– เพิ่มทุนประกันภัยปีละ 100,000 บาท สูงสุด 2 ปี เมื่อต่ออายุกรมธรรม์
– คุ้มครองโรคร้ายแรงแบบเจอจ่ายจบ พร้อมรับเงินชดเชยรายวันเมื่อเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน วันละ 1,000 บาท
– รับเพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล (อบ.1) และผลประโยชน์การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
– สมัครง่าย เพียงตอบคำถามสุขภาพ
– รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 1–60 ปี และสามารถต่ออายุกรมธรรม์ได้ถึง 70 ปี
ยกระดับการบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

นางสาวปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า บริษัทมุ่งพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าอย่างรอบด้าน โดยนำเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันเข้ามาสนับสนุนการให้บริการ พร้อมพัฒนารูปแบบการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย หรือ Personalized Experience เพื่อเพิ่มทั้งความสะดวก ความรวดเร็ว และความพึงพอใจของลูกค้าในทุกจุดสัมผัส

ในปี 2569 บริษัทจึงเดินหน้าประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหลายด้าน ทั้งการอัปเกรดระบบแจ้งเคลมรถยนต์ผ่าน LINE OA ให้ติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ การใช้ AI Claims ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและเร่งกระบวนการพิจารณาสินไหม รวมถึงการใช้ AI Voice Analytics เพื่อวิเคราะห์บทสนทนาระหว่างลูกค้าและเจ้าหน้าที่ นำข้อมูลไปปรับปรุงคุณภาพบริการและประเมินประสบการณ์ของลูกค้าได้ลึกขึ้น ยกระดับเว็บไซต์ bangkokinsurance.com สู่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มอบประสบการณ์แบบ Personalized Experience เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคใหม่ 

มุ่งรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจประกันวินาศภัยที่ใส่ใจด้านความยั่งยืน

โดยในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และโครงการใหม่ๆ ด้านความยั่งยืน

ทั้งการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ โดยร่วมมือกับ U Drink I Drive ผู้ให้บริการพนักงานขับรถส่วนตัวมืออาชีพที่ขับรถของผู้ใช้บริการไปยังจุดหมายอย่างปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง

• ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับผู้ที่ดูแลคนพิการ หรือคนพิการ/ผู้ป่วยติดเตียง

• ประกันภัยค่าชดเชยผลประโยชน์จากอุบัติเหตุสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มไรเดอร์ หรือผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินชดเชยรายวันและเงินชดเชยปลอบขวัญ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย

• การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดีของลูกค้า มอบ Gift Voucher ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อประกันภัยสุขภาพ เมื่อแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนภายใน 6 เดือนก่อนการทำประกันภัย

• การมอบกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ ผู้ปฏิบัติงานใต้ทะเล เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และเสริมความอุ่นใจหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

• ESG Idea Challenge มุ่งต่อยอดองค์ความรู้ด้าน ESG จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดแนวคิดหรือนวัตกรรมด้าน ESG ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ในปี 2569 นี้ กรุงเทพประกันภัยยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและยกระดับคุณภาพการให้บริการ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/vEWks
More
articles