แนะภาคเกษตรไทย เตรียมความพร้อมรับมือ Climate Risk ที่รุนแรงขึ้น

Krungthai Compass แนะภาคเกษตรไทย เตรียมความพร้อมรับมือ Climate Risk ที่รุนแรงขึ้นภาคเกษตรมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก Climate Risk ชัดเจนกว่า Sector อื่น เนื่องจากมีการใช้น้ำสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของการใช้น้ำทั้งหมดในแต่ละปีของไทย อีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกอยู่นอกเขตชลประทานถึง 78% และผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัว

ปรากฎการณ์เอลนีโญในรอบนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงปลายปี 2566 และทวีความรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตเกษตรเสียหายราว 5.3 หมื่นล้านบาท โดยข้าวจะได้รับความเสียหายมากที่สุดราว 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่งกระทบต่ออัตรากำไรของโรงสีข้าว เช่น โรงสีรายใหญ่จะมีอัตรากำไรลดลงเหลือ 2.6% ในปี 2567 จาก 3.0% ในปี 2565

ปรากฎการณ์เอลนีโญที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 และจะทวีความรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้ในการเพาะปลูก โดย ณ 19 ก.ค. 2566 ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้ โดยรวมทั้งประเทศอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะภาคกลาง และภาคตะวันตก ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2558 ที่เกิดภัยแล้งรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญอย่างข้าวนาปีที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายปี 2566 รวมทั้งข้าวนาปรัง อ้อย และมันสำปะหลังที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคาดว่าข้าว จะได้รับความเสียหายเป็นหลัก เนื่องจากภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรุนแรงเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าวนาปรัง อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้งได้น้อยกว่าอ้อย และมันสำปะหลัง

Krungthai COMPASS แนะนำ เกษตรกรศึกษาการเพาะปลูกที่ใช้น้ำน้อยลง และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ส่วนผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบ และศึกษากฎระเบียบการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนการวิจัยพันธุ์พืชที่ทนแล้ง

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/lfX0o
More
articles