จากกรณี นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” ผู้ต้องหาในคดีวางสารพิษไซยาไนด์ ในอาหาร หรือเครื่องดื่มให้ พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือ สารวัตรปู ดื่มกินส่งผลให้เสียชีวิต เหตุเกิดที่ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งในชั้นสอบสวน แอม ไซยาไนด์ ให้การปฏิเสธ และในวันนี้ (20 ก.พ.2569) ศาลชี้ว่าเป็นการเจตนาฆ่าโดยไตรตรองไว้ก่อน จึงมีคำพิพากษาประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ หรือ นางสรารัตน์ แต่เนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ ก่อนลดโทษเหลือคุกตลอดชีวิต ทำให้สังคมเกิดคำถามตามมาว่า ในเมื่อฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ทำไมจึงชี้ว่าคำให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต และหากคดีถึงที่สุดเมื่อต้องโทษจำคุก สุดท้ายแล้วจะติดจริงกี่ปี
เรื่องนี้ ทนายพีร์วาทิน จิตรพัฒนากุล แห่ง สำนักงานกฤติกาทนายความและบัญชีภาษีอากร ให้มุมมองกฎหมายกับ สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz ต่อข้อสงสัยดังกล่าว ดังนี้
ประเด็นข้อสงสัยของสังคมที่เกิดขึ้นเป็น “จุดกฎหมายเชิงเทคนิค” ที่สำคัญมาก และต้องแยกวิเคราะห์เป็น 2 ส่วน คือ เหตุใด “ปฏิเสธ” แต่ศาลยังระบุว่า “คำให้การเป็นประโยชน์” กับ หากโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต จะติดจริงกี่ปีในทางปฏิบัติ
1️⃣ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เหตุใดศาลลดโทษเพราะ “คำให้การเป็นประโยชน์”
คดีนี้เป็นคดีของ สรารัตน์ รังสิวุฒิภรณ์ หรือที่สื่อเรียกว่า “แอม ไซยาไนด์” ซึ่งศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) พิพากษาประหารชีวิต ก่อนลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การลดโทษเพราะ “คำให้การเป็นประโยชน์” อาศัยหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่ง มาตรา 78 ไม่ได้กำหนดว่าจำเลยต้อง “รับสารภาพทั้งหมด” เท่านั้นจึงจะลดโทษได้ แต่ใช้ถ้อยคำว่า “ถ้าจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจะลดโทษให้ก็ได้”
คำว่า “ให้การเป็นประโยชน์” ในแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หมายถึง เช่น รับข้อเท็จจริงบางส่วน, ไม่โต้แย้งพยานหลักฐานบางประเด็น, ให้ข้อมูลที่ทำให้การสืบพยานกระชับ ทำให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้สะดวกขึ้น ดังนั้น แม้ “ปฏิเสธข้อหา” แต่หากในชั้นพิจารณามีการแถลงรับข้อเท็จจริงบางประเด็น หรือไม่โต้แย้งพยานวิทยาศาสตร์บางส่วน หรือให้การในลักษณะทำให้การไต่สวนกระชับ ศาลอาจถือว่าเป็น “คำให้การเป็นประโยชน์บางส่วน” ได้
⚖️ ในทางปฏิบัติ ศาลมักใช้ดุลพินิจลดโทษ 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่ง
ในคดีที่มีโทษประหารชีวิต ศาลจะกำหนดโทษสูงสุดก่อน แล้วลดลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต กล่าวอีกนัยหนึ่ง: ศาลเห็นว่าความผิดครบองค์ประกอบ “ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” จึงกำหนดโทษประหาร แต่พิจารณาพฤติการณ์บางประการเป็นเหตุบรรเทา จึงลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต
2️⃣ จำคุกตลอดชีวิต = ติดจริงกี่ปี?
คำว่า “จำคุกตลอดชีวิต” ในระบบกฎหมายไทย ไม่ได้หมายความว่าต้องติดคุกจนเสียชีวิตเสมอไป ต้องพิจารณา 3 กลไกหลัก
(1) พักการลงโทษ (Parole)
ตามกฎหมายราชทัณฑ์ ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต มีสิทธิขอพักการลงโทษได้เมื่อรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี (เว้นแต่มีพระราชกฤษฎีกาลดโทษเฉพาะกรณี) ดังนั้น ขั้นต่ำทางเทคนิค = 20 ปี
(2) พระราชทานอภัยโทษ
ในทางปฏิบัติ ไทยมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเป็นระยะ ผู้ต้องโทษตลอดชีวิตมักได้รับลดเหลือ 50 ปี แล้วทยอยลดตามวาระ หรือบางกรณีลดเหลือ 25 ปี จึงทำให้ระยะเวลาที่ต้องรับโทษจริงสั้นลง
(3) กรณีโทษประหารที่ถูกลดเป็นตลอดชีวิต
กรณีนี้ศาลลดจากประหารชีวิตเหลือตลอดชีวิต ถือว่าเป็น “จำคุกตลอดชีวิตโดยคำพิพากษา” หลักเกณฑ์พักโทษยังใช้เกณฑ์ 20 ปีเช่นเดียวกัน
📌 สรุปในเชิงตัวเลข หากไม่มีอภัยโทษพิเศษใด ๆ
➡ จำคุกตลอดชีวิต = ขอพักโทษได้เมื่อครบ 20 ปี
ในทางปฏิบัติทั่วไป (จากสถิติราชทัณฑ์) คดีตลอดชีวิตมักรับโทษจริงประมาณ 18 – 25 ปี ขึ้นกับพฤติการณ์ ความประพฤติ และนโยบายอภัยโทษในช่วงนั้น
🎯 ประเด็นสำคัญเชิงหลักกฎหมาย
การ “ปฏิเสธ” ไม่ตัดสิทธิการลดโทษโดยอัตโนมัติ
คำว่า “ให้การเป็นประโยชน์” มีความหมายกว้างกว่าการรับสารภาพ
โทษตลอดชีวิตในไทย ≠ ติดจนตายเสมอไป
จุดตัดสำคัญอยู่ที่ 20 ปี (สิทธิขอพักโทษ)
ทนายพีร์วาทิน จิตรพัฒนากุล
#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz


