บทวิเคราะห์ : อ้าว! ที่แท้“ทรู” ส่งจดหมายบี้ทวง กสทช. ซะเอง!

พบมีการส่งหนังสือเร่งรัด “ปิดดีลควบรวม” เสียที อ้างแจ้งการควบรวมมาตั้งแต่ ม.ค.65 แล้ว ยกกรณีการควบรวมในอดีต กสทช.มีมติเพียง “รับทราบ”เท่านั้น

ที่แท้ทรู ส่อแวว “ว่าแต่เขา-อิเหนาเป็นเอง” ร่อนหนังสือบี้ กสทช.เร่งเครื่องปิดดีลควบรวม “ทรู-ดีแทค” แถมระบุชัด กสทช.ไม่มีอำนาจพิจารณาทำได้แค่ “รับเบอร์แสตมป์” เท่านั้น ขณะวงในหนุน กสทช.พิจารณารอบด้านคำนึงผลประโยชน์สาธารณะ ชี้ต่างประเทศล้วนใช้เวลาเป็นปีๆ

หลังโลกโซเชียลมีกระแสฮือฮาวันก่อน กรณีสื่อใต้ดินบางรายออกมาปั่นกระแสข่าวโจมตีผู้บริหารเอไอเอส ว่าใช้อิทธิพลเข้าแทรกแซงสั่งให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ห้ามการควบรวมกิจการ และแนะนำให้เรียกคืนคลื่นความถี่บางส่วนคืน ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ ก่อนจะถูกเอไอเอสตอบโต้ พร้อมเตรียมฟ้องกราวรูดจนต้องลนลานถอดข่าวกันจ้าละหวั่น

# ที่แท้ทรู-ดีแทคส่งหนังสือบี้ กสทช.เอง
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน กสทช.ว่า แท้จริงแล้วบริษัทสื่อสารที่ออกมาสร้างแรงกดดันและแทรกแซงการพิจารณาของบอร์ด กสทช.ต่อกรณีพิจารณาดีลควบรวมกิจการทรูและดีแทค ก็คือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เอง ที่ล่าสุดเพิ่งทำหนังสือเลขที่ True-Dtac/031/2565 ลงวันที่ 18 ส.ค.2565 ไปยัง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช.และกสทช.รายอื่นๆ เพื่อขอให้เร่งรัดพิจารณาดีลควบรวมกิจการทั้งสองบริษัทโดยเร็ว

โดยหนังสือดังกล่าวลงนาม โดยสองผู้บริหารบริษัทคือ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น และนายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ ดีแทค โดยอ้างว่าทั้งสองบริษัทได้แจ้งการควบรวมกิจการตามประกาศ กสทช. ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.2565 และได้เสนอรายงานการรวมธุรกิจระหว่างกันตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.2565 จนถึงปัจจุบันนั้นเกินกว่า 90 วันแล้ว แต่กสทช.ยังคงไม่มีการพิจารณาและมีมติรับทราบรายงานการรวมธุรกิจดังกล่าว แม้บริษัทจะมีหนังสือเร่งรัดให้กสทช.พิจารณามาแล้วก่อนหน้า ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

# ยัน กสทช.ไม่มีอำนาจใด ๆ ในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต
ในหนังสือที่ส่งไปยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมายังมีข้อมูลปรากฏว่า อนุกรรมการศึกษาและวิเคราะห์กรณีการรวมธุรกิจที่ กสทช.แต่งตั้งขึ้นบางชุด อย่างอนุกรรมการด้านกฎหมาย มีมติไม่เห็นด้วย และเสนอจะไม่อนุญาตการควบรวม ซึ่งการตีความดังกล่าวถือได้ว่าขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายและประกาศ กสทช. ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่สำนักงาน กสทช.และกสทช. ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในการพิจารณาดีลควบรวมกิจการของผู้รับใบอนุญาต 9 รายก่อนหน้านั้น ก็ยึดแต่ประกาศ กสทช.ปี 2561 และมีมติเพียง “รับทราบ”เท่านั้น ไม่เคยมีมติอื่นใดนอกเหนือจากนี้

จึงเห็นว่า หาก กสทช.ปฏิบัติหน้าที่ไปตามความเห็นของอนุกรรมการด้านกฎหมาย และมีมติไม่อนุมัติการรวมธุรกิจในครั้งนี้ ผู้แจ้งการรวมธุรกิจ(ทรู-ดีแทค )เห็นว่า ถือเป็นการลงมติที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามประกาศ กสทช.ว่าด้วยการควบรวมกิจการฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กสทช.ไม่มีอำนาจใด ๆ ในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่มีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 12 ตามประกาศ กสทช.ปี 2561 ที่จะกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะขึ้นมาเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น

# โวยสร้างความเสียหายแก่บริษัทแล้วแสนล้าน
นอกจากนี้ในหนังสือที่ทั้งสองบริษัทส่งถึง กสทช.ยังระบุด้วยว่า ความล่าช้าในการพิจารณาดีลควบรวมธุรกิจในครั้งนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นแล้วไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาทแล้ว และยังส่งผลกระทบต่อโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยี 5 จี และการพัฒนากิจการโทรคมนาคมในภาพรวมอีกด้วย จึงขอให้ กสทช.ได้ปฏิบัติหน้าที่ ในการพิจารณารายงานการรวมธุรกิจของทั้งสองบริษัทให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย และมีมติ “รับทราบ”รายงานการรวมธุรกิจของทั้งสองบริษัทโดยเร่งด่วนต่อไป

“เห็นได้ชัดเจนว่าข้อเรียกร้องของทั้งสองบริษัทนั้นแทบจะเมินรายงานการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ที่กสทช.แต่งตั้งขึ้นมาก่อนหน้า และต้องการให้ กสทช.ทำหน้าที่เพียงเป็นตรายาง “รับเบอร์แสตมป์” รับทราบรายงานการควบรวมธุรกิจที่ทั้งสองบริษัทแจ้งมายัง กสทช.เท่านั้น”

# บทเรียนตปท.ล้วนใช้เวลาตัดสินข้ามปี
แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า หากพิจารณารายงานของอนุกรรมการชุดต่างๆ รวมทั้งประกาศ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาดีลควบรวมของ กสทช.นั้น ถือเป็นเรื่องที่ชอบธรรม และเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ กสทช.จำเป็นต้องพิจารณากรณีการควบรวมกิจการฯในครั้งนี้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ประกาศ และผลประโยชขน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพราะเป็นดีลควบรวมกิจการสื่อสารขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีประเทศใดในโลกเคยมีมาก่อน และหากอนุมัติดีลควบรวมออกไปประเทศไทยจะเป็น “ประเทศเดียวในโลก” ที่หน่วยงานกำกับอนุมัติให้มีอนุมัติให้ดำเนินการควบรวมกิจการจนเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 2 รายเท่านั้น

นอกจากนี้หากพิจารณาเส้นทางการพิจารณาดีลควบรวมในต่างประเทศของหน่วยงานกำกับดูแลแต่ละประเทศนั้น จะเห็นว่าล้วนใช้เวลาพิจารณาร่วมปี หรือเกินปีทั้งสิ้น อย่างในสหรัฐฯที่พิจารณาดีลควบรวม T-Mobile และ Sprint Telecom ซึ่งจะทำให้เหลือผู้เล่นในตลาดจาก 4 รายเหลือ 3 รายนั้น ใช้เวลาพิจารณาตัดสินถึง 2 ปี ในการอนุมัติควบรวมโดยมีเงื่อนไข ขณะที่ กรณี AT&T ที่ขอควบรวมกิจการกับ T-Mobile นั้น ใช้เวลาพิจารณากว่า 1 ปีโดยไม่อนุมัติให้ควบรวม

ในอินเดีย ที่ Vodafone India ขอควบรวมธุรกิจกับ Idea Cellular ที่จะส่งผลต่อผู้ให้บริการในตลาดจาก 5 รายเหลือ 4 รายนั้น ก็ใช้เวลาพิจารณาอนุมัติโดยมีเงื่อนไขกว่า 1 ปี 5 เดือน เช่นเดียวกับในอังกฤษก็เช่นกัน 3 Three (Hutchison) ที่ขอควบรวมกิจการกับ O2 UK ซึ่งจะส่งผลต่อการลดจำนวนผู้ให้บริการจาก 4 รายเหลือ 3 รายก็ใช้เวลาพิจารณาถึง 8 เดือนโดยไม่อนุมัติให้ดำเนินการควบรวม

“การที่ทรูออกมาเร่งรัดให้ กสทช.ต้องพิจารณาดีลควบรวมกิจการของตนอย่างเร่งด่วน และต้องพิจารณาอนุมัติโดยไม่ต้องพิจารณาอำนาจอื่นใดนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการแทรกแซงกระบวนการทำงานของกสทช.อย่างชัดแจ้ง และหากท้ายที่สุด กสทช.ได้พิจารณาอนุมัติให้ไปจะตอบสังคม และผู้ใช้บริการได้อย่างไรว่าได้พิจารณาอนุมัติดีลควบรวมกิจการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ ในเมื่อถูกกดดันอย่างหนักเช่นนี้”

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/cf4NG
More
articles