อาการชาที่มือหรือปลายมื อปลายเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การกดทับเส้นประสาทจากท่ าทางหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวั น ไปจนถึ งโรคทางระบบประสาทและโรคเรื้อรั งบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไต หรือภาวะขาดวิตามินบางชนิด แม้อาการชาบางครั้งอาจเกิดขึ้ นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการเกิดซ้ำบ่อย ชาเป็นบริเวณเดิมอย่างชัดเจน หรือมีอาการร่วม เช่น ปวด อ่อนแรง หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิ ดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รั บการวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์ เฉพาะทาง
นพ. นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์ โรคสมองและระบบประสาทชำนาญการด้ านโรคกล้ามเนื้อและเส้ นประสาทไฟฟ้า โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เมื่อมีอาการมือชา ควรสังเกตลักษณะของอาการอย่ างละเอียด เช่น ชาข้างเดียวหรือสองข้าง ชาเฉพาะนิ้วบางนิ้ว มีอาการปวดร้าวร่วมด้วย หรือรู้สึกว่าแรงมือลดลง เนื่องจากรูปแบบของอาการอาจช่ วยบ่งบอกตำแหน่งของเส้นประสาทที่ ผิดปกติได้ หากปล่อยไว้นาน อาการชาอาจรบกวนการหยิบจับ การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม
ตำแหน่งของอาการชา บอกอะไรได้บ้าง
ตำแหน่งที่เกิดอาการชาเป็นข้อมู ลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมิ นได้ว่า เส้นประสาทหรือระบบใดอาจมี ความผิดปกติ รวมถึงช่ วยกำหนดแนวทางการตรวจเพิ่มเติ มได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากอาการชาแต่ละบริเวณมั กสัมพันธ์กับเส้นประสาทหรื อโรคที่แตกต่างกัน
อาการชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง
อาการชาบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง มักสัมพันธ์กับภาวะเส้นประสาทมี เดียนถูกกดทับบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้งานมื อหรือข้อมือซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การพิมพ์งาน การใช้เมาส์ การทำอาหาร หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิ กส์ต่อเนื่อง
อาการชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง
อาการชาในตำแหน่งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการกดทับเส้ นประสาทอัลนาร์บริเวณข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome) โดยเฉพาะในผู้ที่งอข้อศอกเป็ นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมเท้าแขนบ่อย ๆ การปรับท่าทางในชีวิตประจำวั นอาจช่วยลดความรุ นแรงของอาการในระยะเริ่มต้นได้
อาการชาบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้ วชี้
อาการชาบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้ วชี้ อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติ ของเส้นประสาทเรเดียล (Radial Nerve) ซึ่งอาจเกิดจากแรงกดทับบริเวณต้ นแขน มักพบในผู้ที่อยู่ในท่าเดิมเป็ นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมวางแขนพาดพนักเก้ าอี้ต่อเนื่อง
อาการชาจากการถือโทรศัพท์มือถื อเป็นเวลานาน
การถือโทรศัพท์มือถือในท่าเดิ มเป็นเวลานาน อาจเพิ่มแรงกดต่อเส้นประสาทบริ เวณข้อศอกหรือข้อมือ จนทำให้เกิดอาการชาหรือปวดร้ าวบริเวณนิ้วก้อยและนิ้วนางได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็ นเวลานาน
อาการชาปลายมือร่วมกั บอาการชาปลายเท้า
อาการชาปลายมือปลายเท้าทั้ งสองข้าง (Stocking-Glove Pattern) พบได้ในโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ภาวะขาดวิตามินบางชนิด หรือผลข้างเคียงจากยาบางประเภท โดยเฉพาะยาเคมีบำบัด
มือชาเกิดจากอะไรโรคเรื้อรังที่ อาจเกี่ยวข้อง
นอกจากการกดทับเส้ นประสาทเฉพาะจุด อาการชาที่มือและเท้าอาจสัมพั นธ์กับโรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่ งผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย ได้แก่
- โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus): ระดับน้ำตาลในเลื
อดที่ควบคุมไม่ได้ ในระยะยาวทำให้เส้นประสาทส่ วนปลายเสื่อมสภาพ เรียกว่า Diabetic Peripheral Neuropathy - โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease): ของเสียสะสมในเลือดส่
งผลเสียต่อการทำงานของเส้ นประสาท - โรคเลือดบางชนิด: เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามิน B12 ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของเส้
นประสาท - โรคต่อมไทรอยด์: ภาวะไทรอยด์
ทำงานน้อย (Hypothyroidism) สามารถทำให้เกิดอาการชาได้ จากกลไกที่ซับซ้อนหลายประการ
การตรวจวินิจฉัยอาการมือชา
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั นแนล ให้บริการตรวจวินิจฉัยอาการชาด้ วยเครื่องมือเฉพาะทางระดั บมาตรฐานสากล โดยการประเมินผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ ครอบคลุมและการวางแผนการรักษาที่ ตรงกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละบุคคล
การตรวจความเร็วการนำสั ญญาณประสาท (Nerve Conduction Velocity: NCV)
การตรวจ NCV วัดความสามารถและความเร็ วในการส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้ นประสาทส่วนปลาย ทั้งประสาทสั่งการ (Motor Nerve) และประสาทรับความรู้สึก (Sensory Nerve) ผลการตรวจช่วยยืนยันการวินิจฉั ยภาวะต่าง ๆ เช่น Carpal Tunnel Syndrome, Peripheral Neuropathy และการบาดเจ็บของเส้ นประสาทจากการถูกกดทับ
การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography: EMG)
การตรวจ EMG เป็นการบันทึกกิจกรรมไฟฟ้ าของกล้ามเนื้อทั้งในขณะพั กและขณะหดตัว เพื่อแยกแยะความผิดปกติที่เกิ ดจากกล้ามเนื้อเองออกจากความผิ ดปกติที่มีต้นตอจากเส้นประสาทที่ มาเลี้ยง การตรวจนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ งในการระบุตำแหน่ งของรอยโรคและระดับความรุนแรง
การตรวจ EMG และ NCV มักใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ ภาพรวมของการทำงานของระบบประสาท ที่ครบถ้วน ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรั กษาได้อย่างแม่นยำและลดความเสี่ ยงของการรักษาที่ไม่ตรงจุด
อาการชาแบบไหน ควรรีบพบแพทย์
แม้อาการชาบางกรณีอาจเกิดขึ้นชั่ วคราวและดีขึ้นได้เอง แต่หากมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิ นเพิ่มเติม
- อาการชาที่เกิดขึ้นต่อเนื่
องนานกว่าสองสัปดาห์ หรือเกิดซ้ำบ่อย - อาการชาร่วมกับอาการอ่อนแรงหรื
อกล้ามเนื้อลีบ - มีอาการปวดร้าวร่วมกับอาการชา
- อาการชาร่วมกับการเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต หรือโรคระบบประสาทที่มี
อาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้น
ในกรณีที่อาการชามีสาเหตุ จากการกดทับชั่วคราวหรือพฤติ กรรมในชีวิตประจำวัน มีแนวทางทั่วไปที่ผู้ป่ วยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ทั้งนี้การปรับพฤติกรรมดังกล่ าวไม่ใช่การรักษา และไม่สามารถทดแทนการพบแพทย์เพื่ อรับการวินิจฉัยได้
- ปรับท่าทางการนั่งและการใช้
งานมือเพื่อลดแรงกดที่เส้ นประสาท - หลีกเลี่ยงการวางแขนพาดในมุมที่
กดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน - พักการใช้งานมือในกรณีที่ต้
องทำงานซ้ำ ๆ ในท่าเดิมต่อเนื่อง - รับประทานอาหารให้ครับ 5 หมู่และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี
หรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รั บการรับรองจากทางองค์ การอาหารและยา
ดังนั้น หากมีอาการชาที่มือหรือปลายมื อปลายเท้าซ้ำ ๆ เป็นต่อเนื่อง หรือเริ่มกระทบต่อการหยิบจับ การเดิน และการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรละเลย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่ างถูกต้อง และรับการดูแลก่อนที่อาการจะรุ นแรงมากขึ้น
The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/bx8Xw


