ผู้ประกอบการธุรกิจ SME แม้จะไม่ใช่ธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ในแง่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในฐานะเฟืองตัวเล็ก ถือเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่ง แต่การที่จะสร้างธุรกิจให้แข็งแรงได้ยังคงไม่ใช่เรื่องงาน และต้องการแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน Bangkok Wealth & Biz จึงต้องมาหาคำตอบจาก นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หน่วยงานที่เป็นแกนหลักในการส่งเสริม SME ถึงบทบาทและแนวทางในการทำให้ SME ไทยแข็งแรง

@บทบาทของ สสว.ในปี 2565 เพื่อให้เป็นองค์กรหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME
ประเด็นหลักของธุรกิจ SME ก็คือ การที่มีหน่วยงานต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก อย่าง SME ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็จะมีกระทรวงการท่องเที่ยวเข้ามาสนับสนุน ถ้าทำอาหารแปรรูป ก็ต้องมี อย. ในส่วนของการทำฟาร์มก็คือกระทรวงเกษตร ถ้าโตหน่อยเป็นโรงงานก็ไปกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ต้องมีมาตรฐานอุตสาหกรรม ถ้าส่งออกก็ไปกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น โดยสรุปคือ SME จะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องเป็นการทำงานร่วมกัน ของกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ SME ซึ่งถือเป็นประเด็นหลักที่สำคัญ
“ภาพของธุรกิจ SME ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาพใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหลักของประเทศ จะพบว่าส่วนใหญ่แล้ว SME จะเป็นเรื่องค้าบริการซื้อมาขายไป จะเป็นตัวหลักของ SME ที่อยู่ในโครงสร้างของจีดีพี ซึ่งในปีที่ผ่านมาสถานการณ์เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ซื้อขายได้ยาก ยังดีที่มีประเภทการค้าออนไลน์เข้ามาช่วยได้ในระดับหนึ่ง”
แต่เครื่องยนต์ตัวที่ 2 ซึ่งจุดติดได้ยาก คือ ภาคท่องเที่ยว เมื่อดีมานด์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป เหลือแต่เที่ยวภายในประเทศ ธุรกิจรายใหญ่หลายแห่งต้องใช้เงินหลายสิบหลายร้อยล้านบาทเพื่อประคองสถานการณ์ ส่วนในรายที่ไม่ไหว ก็ลดขนาดกิจการ ลดการจ้างงาน หรือบางแห่งก็จำเป็นต้องปิดกิจการ ฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME จึงต้องมีการดูแลเฉพาะลงไป เนื่องจากว่าจะช่วยใครต้องช่วยแบบเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าคิดในเชิงนโยบายของรัฐก็บอกว่าต้องช่วยหมด คำถามคือแล้วจะช่วยอย่างไร ช่วยได้แค่ไหน นั่นก็คือจะต้องทำอย่างไรให้เกิดการบูรณาการในการช่วยเหลือ SME

@ทิศทางอนาคตของ สสว. ที่ต้องการวางรากฐานในการส่งเสริม SME
ถ้ามองในฝั่งของ สสว. ที่เรามักจะถูกถาม เพราะชื่อของเราคือ ส่งเสริม SME ทำให้คนถามว่าจะช่วยอย่างไร ในมุมของเราก็คือ บทบาทของเราจะต้องเป็น Policy Maker เราต้องเป็นผู้กำหนดนโยบาย เราจึงต้องเป็นคนที่เห็นกระดานทั้งหมดทุกรายที่อยู่ในทุกกระทรวง ทบวง กรม เราต้องเห็นทั้งหมด คือเราไม่ได้เข้าไปแก้เป็นจุดๆ แต่ต้องเห็นทั้งหมดเพื่อบอกเป้าหรือบอกทางที่ควรจะไป จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต่างๆที่จะเข้ามาต่อเชื่อม ให้การช่วยเหลือ ให้การสนับสนุน ฉะนั้นหลักการนี้น่าจะเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจหลักที่สำคัญ ซึ่งที่ สสว.ทำอยู่ จึงมีอยู่ 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 แผนส่งเสริม SME ระดับที่ 2 แผนปฏิบัติการส่งเสริม และ ระดับที่ 3 แผนปฏิบัติงานของ สสว.เอง
ฉะนั้น ถ้าเป็นระดับที่ 1 นั่นคือการดูกระดานใหญ่ ในฐานะ Policy Maker คือการดูแผนส่งเสริม ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะได้เห็นว่าตรงไหนเป็นจุดอ่อนเป็นจุดบอด สำหรับระดับที่ 2 แผนปฏิบัติการส่งเสริม คือ แผนที่ใช้ในกระทรวง กรมต่างๆ ซึ่งต้องเชื่อมจากระดับที่ 1 คือต้องดูว่ามีการทำได้มากพอหรือยัง ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องยอมรับความจริงว่า ในแต่ละกระทรวงหรือกรมต่างๆ จะทำในส่วนของงานเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับเรื่องของเขาเป็นหลัก ส่วนระดับที่ 3 ก็จะเป็นแผนปฏิบัติการของสสว.เอง ว่าในฐานะหน่วยงานเราจะทำอะไรบ้างในแต่ละปี
“สรุปก็คือ วันนี้ถ้าเมื่อไหร่ไม่ได้กางกระดานเดียวกัน ก็จะเห็นไม่หมด จึงไม่แปลกที่ SME บางรายเราจะเห็นมีป้ายอยู่ทุกกระทรวง วันนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมา ก็ขึ้นป้ายกรมส่งเสริมฯ พอกรมพัฒนาชุมชนมาก็ขึ้นกรมพัฒนาชุมชน ถึงได้บอกว่า สสว.จะต้องเป็นคนเห็นกระดานแผ่นใหญ่ ซึ่งในปีนี้ได้ทำเสนอนายกฯไปแล้ว เป็นแผนฉบับที่ 5 จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2570 ซึ่งเดิมแผนส่งเสริมวิสาหกิจฉบับที่ 4 จะสิ้นสุดปี 2564 แต่พอมีโควิดซึ่งประมาณการอะไรไม่ได้ ก็เลยมีส่วนขยายไปอีก 1 ปี คือปี 2565 เรียกว่าแผน 4 ส่วนต่อขยาย ทำให้แผนฉบับที่ 5 จะไปเริ่มใช้ปี 2566 ซึ่งตอนนี้แผน 5 ก็เหลือเพียงรอผ่าน ครม. เพราะฉะนั้นทุกคนต้องดูกระดานแผ่นเดียวกัน เพื่อที่จะแก้ปัญหาการซ้ำซ้อนในการสนับสนุน SME”
ต่อมาคือการติดตามให้ทุกคนทำให้เป็นไปตามกระดานใหญ่ ซึ่งบทบาทบนกระดานใหญ่ของ สสว. คือเป็น Policy Maker คือเหมือนกับที่สภาพัฒน์ที่ทำแผนพัฒนาฯมาเป็นแม่บท ซึ่งสิ่งที่ตามมาที่เป็นปัญหาและยาก ก็คือ เมื่อทุกคนทำตามแผนใหญ่แล้วจะเป็นอย่างไร นั่นคือต้องมีการติดตาม โดย สสว. จะเป็น Policy Indicator คือต้องเชื่อมให้ทุกคนทำตามแผนกระดานใหญ่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการที่จะให้ทุกคนขึ้นมาอยู่บนกระดานแผ่นเดียวกัน ทั้งหมด นี่คือภาพหลักๆที่สำคัญ

@ในแง่ของปัญหาหรืออุปสรรคของ สสว.ที่ควรจะแก้ไข
ในส่วนของบทบาทของ สสว. เราต้องชี้นำและบอก ว่าอันนี้ควรจะเป็นใครทำ ถ้าไม่มีเราอาจจะต้องเข้าไปเสริมในส่วนนั้นไปก่อน ถึงไม่ใช่หน้าที่หลักแต่ก็สามารถช่วยได้เป็นการชั่วคราว เพราะฉะนั้นโครงการหรือกิจกรรมต่างๆที่เคยเห็นว่าทำกันหลายหน่วยงาน ในวันข้างหน้าถ้าเป็นงานของกรมหรือกระทรวงใด ก็ต้องตั้งงบทำงานให้ชัดเจน ซึ่งจะเป็นเรื่องของบทบาทและวิธีการ ที่ต้องใช้เวลา ต้องทำความเข้าใจตั้งแต่บอร์ด ครม. ระบบงบประมาณ ตอนนี้สำนักงบฯก็มีความเข้าใจดีว่าการจัดให้กระทรวงต่างๆ มาแจ้งว่าต้องทำอะไรบ้าง แปลว่าจะมีผลต่อการพิจารณางบประมาณ ซึ่งสำนักงบฯก็บอกว่าแผนที่เกี่ยวกับ SME ทั้งหมด ต้องผ่านให้ สสว. เป็นคนดู ซึ่งถ้าไปถึงจุดนั้นได้ สสว.จะเห็นทั้งกระดาน ดังนั้นในปี 2566 พอเริ่มตามที่สำนักงบประมาณส่งสัญญาณ เราก็พบว่าในปี 66 มีหน่วยงานของภาครัฐที่จะใช้เงินที่เกี่ยวข้องกับ SME ที่รายงานเข้ามาประมาณ 17,000 ล้านบาท ซึ่งก็ไม่น้อยถ้าเทียบกับงบยุทธศาสตร์จัดสรรเดิมที่เราเคยมีแค่ 5,000 ล้านบาท หรือถ้าย้อนกลับไปเป็นบูรณาการแบบเดิม มีแค่ 1,000 กว่าล้านบาท นั่นแปลว่าเงินจริงๆนั้นมีอยู่ และอาจจะไม่ใช่ 17,000 ล้าน คืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ แต่เรามองไม่เห็น ฉะนั้นในวันข้างหน้าเราจึงต้องเห็นหมดทั้งกระดาน เห็นงบประมาณที่จะใช้ เห็นสิ่งที่จะทำ เราถึงจะช่วย SME และช่วยประเทศในการคิดได้ แต่ถ้าทุกคนต่างคนต่างทำแยกกันจะทำให้เรามองอะไรไม่ค่อยเห็น แล้วเราจะช่วยอะไรได้ถ้าเรามีแค่พันล้าน SME มี 3 ล้านราย ถ้าจะช่วยได้จึงต้องเห็นทั้งกระดาน เห็นงบประมาณทั้งหมด ถึงจะดูได้ว่าควรจะช่วยตรงไหนได้
@ที่ผ่านมาคนจะมองว่าสสว.เป็นพี่เลี้ยงของ SME บทบาทตรงนี้ยังอยู่หรือไม่
ก็ยังเหมือนเดิม แต่จะผ่าน Connect หมด เมื่อก่อนเราเป็นพี่เลี้ยง มาตามงบประมาณ ทุกคนก็จะมาเข้า สสว.เพราะเงินมันเยอะ คนก็อยากมารับงาน แล้วเอาเงินไปช่วยทำโครงการ แต่วันนี้ถ้าหากนึกอะไรไม่ออก อยากจะเป็นผู้ประกอบการ SME ก็ให้นึกถึง SME Connect เพราะในนั้นจะเห็นหมด จากนั้นคุณก็จะไปขอรับบริการที่อื่นต่อได้ ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ SME ทั้งหมด กระทรวง กรมที่เกี่ยวข้อง จะขึ้นมาทั้งหมดให้เลือกเอา สรุปคือไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังเป็นพี่เลี้ยงของคุณตลอดเวลา เพียงแต่ตอนนี้ในมือคุณมีหมดทุกอย่าง พี่เลี้ยงจะไม่ใช่มาจากเราคนเดียว แต่จะมาจากทุกๆคนทั้งกระดาน เราคาดหวังว่าทั้งกระดานจะเต็มไปด้วยหน่วยงานของรัฐที่เข้ามาช่วย SME ให้ประสบความสำเร็จได้

@อีกไม่กี่เดือนก็จะครบ 2 ปีในการเป็นผู้อำนวยการ สสว. ผลงานที่ภาคภูมิใจคืออะไร
โดยส่วนตัว ผลงานผมเฉยๆ เพราะผมคิดว่าต้องทำงานเป็นทีม บอร์ดก็ต้องซัพพอร์ต ทีมก็ต้องเข้าใจ เพราะไม่อย่างนั้นคงไปกันคนละอย่าง อย่างเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นเรื่องที่อเมริกายุโรปเขาใช้กันมานาน สสว.ก็พยายามผลักอยู่หลายครั้ง แต่ก็ติดนู่นนี่นั่น จนมาออกได้ในปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเป็นเรื่องของจังหวะ ทั้งเรื่องโควิดอะไรต่างๆ ที่ทำให้เป็นทางเลือกเดียวที่รัฐจำเป็นต้องเปิดเรื่องกติกาพวกนี้ขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าจะมีปรับนิดหน่อยแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ไปได้ ตอนแรกที่มีปัญหาการร้องเรียนพื้นที่ต่างๆจนทำท่าว่าจะเลิก แต่ถ้าเลิกสิ่งที่เริ่มต้นทำมามันก็จะหายไป ถึงได้บอกว่าต้องเป็นทั้งทีม เป็นทั้งจังหวะที่พอดี หรืออย่างBDS (Business Development Service) เพื่อส่งเสริม SME นี่ก็ไม่ใช่ง่ายๆ ฟังดูเหมือนง่าย แต่นี่คือการปฏิรูปวิธีการงบประมาณ เพราะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกกระทรวง ทุกกรม ซึ่งต้องค่อยเป็นค่อยไป
แล้วก็มีเรื่องของ One ID ซึ่งก็น่าจะเริ่มในอีกไม่นาน ก็จะเชื่อมกับ Application วันนี้เหมือนเรามี App ธนาคาร วันข้างหน้าก็มี SME connect ที่จะเชื่อมทุกอย่าง เชื่อมทั้งการยืนยันตัวตน เชื่อมเรื่องของการเรียนออนไลน์ มี Academy 365 อยู่ในนั้น เรียนได้ทุกวัน ปรับหน้าตาให้เป็น Netflix เพราะคนจะคุ้นเคย โดย Content จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ SME ทั้งหมด มีทั้งเรื่องโค้ชชิ่งด้วย ได้มอบนโยบายให้ทีมแล้ว เพราะฉะนั้นในมือถือก็จะมีทุกแพลตฟอร์ม คาดว่าจะเสร็จก็ประมาณเดือนกันยายนนี้ ซึ่งคนที่เข้าไปดูตอนนี้ SME Connect ก็ยังติดๆขัดๆ เพราะยังเป็นแพลตฟอร์มเก่า
ซึ่งปีที่ผ่านมาหรือต่อเนื่องกัน ก็มีอย่างเรื่อง ASEAN Access ที่เชื่อมฐานข้อมูล ที่ตอนนี้มีเรื่อง trade regulation กติกาต่างๆ SME อยากขายในอาเซียนได้หมด มีเรื่องระบบ Matching ที่เพิ่งเปิดตัวไป อันนี้ SME อาจจะต้องเป็นไซส์ M คือภาษาอังกฤษต้องได้ จริงๆสามารถเอาสินค้าไปวางในนั้นได้หมด แล้วก็มี ASEAN Access ที่จะต่อไป EU ซึ่งชุดนี้ก็ทำเสร็จแล้ว แล้วสสว.ปีนี้ คือปี 65 เราเรียก SME Access ก็จะมี SME Access ของไทย ซึ่งพอเชื่อมต่อกันระหว่างอาเซียนกับของเรา ก็เป็นมือไม้ให้ SME ได้ แม้ว่า SME ส่งออก ทั้งประเทศจะมีไม่ถึง 3 หมื่นราย แปลว่าคนใช้จริงๆมีไม่มาก แต่มูลค่าการส่งออกเยอะพอสมควร ตอนนี้ก็เริ่มมีพาร์ทเนอร์เป็นสภาอุตสาหกรรมฯ กับ สภาหอการค้า ที่นำสมาชิกเข้ามาร่วมด้วย

@ปรัชญาในการทำงาน
ผมคิดว่าเวลามีปัญหาเกิดขึ้นสามารถที่จะคุยกันได้ แต่เวลาที่มาคุยกัน จะต้องคิดถึง Solution และ Option คือต้องมีทางเลือกและมีสิ่งที่คุณตัดสินใจไว้แล้ว ส่วนผมจะเห็นเหมือนคุณหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องนึงปัญหาทั้งหมดไม่ใช่มีเพื่อมาเข้าประชุมแล้วบอกว่าติดอันนี้ติดอันนั้น ผมจะบอกกับลูกน้องอยู่เสมอว่าเรื่องข้อติดขัดทั้งหลายรับฟังได้ แต่ต้องคิดวิธีแก้มาด้วย สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ ผมก็พยายามจะเสนอวิธีการและแนวทางการแก้ไข แต่สำคัญที่สุดคือ ถ้าใช่หรือไม่ใช่ ต้องแนะนำได้ เหมือนกันถ้าลูกน้องเสนอมา ใช่ ไม่ใช่ เราต้องแนะนำได้ เช่นเดียวกับเวลาที่ผมเสนอเรื่องเข้าบอร์ดไป บอร์ดก็ต้องแนะนำได้ คือถ้ามีคนเสนออะไรขึ้นมา แล้วเราบอกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ ก็ต้องบอกได้ว่าที่ใช่คืออะไร ถ้าบอกไม่ได้เชื่อว่าคนเสนอก็ไม่ค่อยแฮปปี้ ผมจึงใช้การคุยกับลูกน้องว่าปัญหาข้อจำกัดมันมีหมด แต่คุณก็ต้องหาวิธีแก้มาด้วย ซึ่งตอนนี้ผมก็ใช้วิธีนี้อยู่ แต่ยอมรับว่าก็เหนื่อย เพราะหลายเรื่องกลายเป็นว่ามักจะติดระเบียบ ติดกฎหมาย ติดกติกา แต่จริงๆเราต้องรู้ก่อนว่ามันติดตรงไหน มันอยู่ตรงไหน ถึงจะแก้ได้ ปรัชญาหลักๆคือปัญหาเราพอทราบ แต่เราต้องแก้ให้ได้ และส่งให้ถึงมือคนสุดท้ายที่เขาจะต้องแก้


