นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับบทบาทและการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ว่า ในการช่วย SME สสว.จะมองใน 3 ด้านใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1.คือเรื่องการทำตลาด เพราะตลาดเป็นที่มาของรายได้ 2.เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และ 3.การเชื่อมการเข้าถึงแหล่งทุน
“บ่อยครั้งมักจะพูดกันว่า SME ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่เรามองว่าถ้าได้ 1 ได้ 2 ไม่ว่าอย่างไร 3 ก็ต้องได้ นั่นคือแหล่งทุนไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือไม่มีรายได้ ไม่มีตลาด ประเมินศักยภาพข้างหน้าไม่ได้ โอกาสที่จะเข้าถึงแหล่งทุนก็เป็นเรื่องที่ยาก ถ้าเราเป็นธนาคาร แล้วไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะเปิดได้เมื่อไหร่ ที่ผ่านมาไม่มีรายได้ ธนาคารก็กังวลในการปล่อยสินเชื่อ แต่ถ้าปีก่อนที่จะมีโควิด เขามีประสิทธิภาพดี เป็นกลุ่มที่ดูแล้วมีศักยภาพ การที่จะพิจารณาให้สินเชื่อก็มีความเป็นไปได้”

ในเรื่องของตลาด มีทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ตลาดออนไลน์ ตลาดออฟไลน์ ซึ่งหลายหน่วยงานก็ทำเช่นกัน แต่ในส่วนของ สสว.ปีที่ผ่านมาเราทำตลาด การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมี demand อยู่ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี เราให้สิทธิ์กับ SME ในปีที่แล้ว คือให้เลือกจากในพื้นที่ก่อน ถ้าเป็น อี-บิดดิ้ง ก็ได้แต้มต่อร้อยละ 10 เรามี SME ที่มีความสามารถขึ้นมาอยู่ในระบบ ประมาณแสนกว่าราย รัฐซื้อจาก SME ไปแล้ว 5.5 แสนล้านบาท เป้าของเราเบื้องต้นคือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของ 1.3 ล้านล้าน ซึ่งเราทำได้เกินเป้ามาพอสมควร มาอยู่ที่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต้องบอกว่าปีที่ผ่านมาตลาดภาครัฐเข้ามาถูกจังหวะ มี SME ได้ประโยชน์ ส่วนเรื่องปัญหาที่ SME บ่นๆ ตอนนี้ก็มีการปรับแก้ไข เพื่อเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ปีนี้ในการขยายผลในเรื่องของตลาด ซึ่งในภาครัฐเราจะทำในเชิงของการเพิ่ม Market Size เป็น Sector เฉพาะด้าน ตัวอย่างเช่นปีที่แล้ว อุตสาหกรรมทางด้านเครื่องมือแพทย์ รัฐซื้อทั้งหมด 5 หมื่นกว่าล้านบาท เป็น SME เกือบ 2 หมื่นกว่าล้าน แปลว่ายังมีช่องว่าง ที่ SME จะสามารถเข้าไปได้ SME จึงต้องถูกพัฒนายกระดับมาตรฐาน ฉะนั้นปีนี้เครื่องมือแพทย์ก็เป็นเป้าหมาย แล้วก็มี อุตสาหกรรมการบิน ชิ้นส่วนอากาศยาน และในส่วนการจัดซื้อภาครัฐปีนี้จะช่วย SME เพื่อทดแทนการนำเข้า จะมุ่งเป้าไปใน Sector สำคัญเพื่อให้เขาทรานฟอร์ม แล้วก็มีในส่วนของกลุ่ม Digital Content พวก Software Application เป็น 3 กลุ่มหลักๆ แต่จริงๆก็ยังมีกลุ่มอื่นๆเสริมด้วย เพราะตอนนี้เรามีสินค้าในฐานข้อมูลอยู่ประมาณล้านกว่ารายการสินค้า มี SME แสนกว่าราย ฉะนั้นน่าจะเป็นแคตตาล็อกที่ใหญ่ที่สุด วันข้างหน้า SME ด้วยกันเองก็สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรัฐซื้ออย่างเดียว
สำหรับในปีงบประมาณ 2565 อีกเรื่องคือการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS หรือ (Business Development Service) เพื่อส่งเสริม SME ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตน โดย สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการ SME แบบร่วมจ่าย (co-payment) ในสัดส่วนร้อยละ 50–80
“ซึ่งถ้าเรียกชื่อเล่นก็คือจ่ายคนละครึ่ง แต่ก็มีบางกรณีที่อาจจ่ายมากกว่าครึ่ง อย่างอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันและต้องมีมาตรฐานค่อนข้างสูง ที่อาจจะช่วย 80% นี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งพอเขาทำได้ ก็สามารถแข่งขันได้”

อีกเรื่องคือในปีนี้ สสว.ได้รับมอบหมายตามมติครม. ให้ทำเรื่อง SME มี ID เดียว เหมือนบัตรประชาชน เป็น Single Sign On เวลาเขาไปที่ไหนมาเราจะได้เห็นข้อมูล จากนั้นก็จะจัดส่งข้อมูลระหว่างกันเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซ้อน ซึ่ง ณ วันนี้ ตัวระบบที่ทดสอบกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งที่จะทำในเฟสแรก จะมี 3 หน่วยงานก่อน คือ อย. สมอ. และกรมบัญชีกลาง ซึ่งข้อมูลพื้นฐานจะไปด้วยกัน จะลิ้งค์กันทั้งหมด แต่ถ้าอยากเห็นทั้งหมดทั้งระบบ หน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามาอยู่ด้วยกัน
“ตามทฤษฎีเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก เฟสแรกคุยกับ อย. เรียบร้อยแล้ว ระบบก็เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของหลังบ้านเสร็จหมดแล้ว กำลังจะเสนอนายกฯในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ โดยระยะแรกจะทำกับบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจก่อน เพราะบุคคลธรรมดายืนยันตัวตนง่าย แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลจะต้องมีการมอบอำนาจ นิติบุคคลจึงจะเป็นเฟส 2 แต่ทั้งหมดจะทำภายในปีนี้ เป้าหมายรอประชุมกับนายกฯให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งเรามีตัวเลขตั้งไว้ในใจแล้วว่าจะมี SME เข้ามาเท่าไหร่ ซึ่งใน 3 หน่วยงานนี้ก็น่าจะครอบคลุม SME ได้มากพอสมควร”


