งัดไม้เด็ด ใช้เกณฑ์จะปลดได้ “ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน” ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย 420 ราย ขณะที่มีผู้เห็นด้วยให้ปลดแค่ 42 รายเท่านั้น
รายงานข่าวจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (DUSIT) เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นที่จับตามองของผู้ลงทุนในตลาดหุ้น แวดวงธุรรกิจ และแม้แต่หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหุ้น ที่กังวลในเรื่องของความขัดแย้งในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ และผลกระทบต่อบริษัทดุสิตธานีที่จะตามมานั้น ปรากฏว่าในวาระที่ 2 พิจารณาอนุมัติงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31ธันวาคม 2567 พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี ซึ่งในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มของนางสินี เธียรประสิทธิ์ และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการที่มีอำนาจของ บริษัท ชนัตถ์และลูก ได้ใช้เสียงของบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน โดยในการประชุมครั้งนี้ นางสุนงค์ ได้ใช้สิทธิ์ผู้ถือหุ้น แสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า สาเหตุที่ไม่อนุมัติในครั้งที่ผ่านมา เพราะมีความข้องใจในประเด็นการจ่ายค่าตอบแทนให้กับคณะผู้บริหารรวม 7 คน เป็นจำนวนสูงถึง 112.80 ล้านบาท ทั้งๆที่บริษัทยังมีผลขาดทุน และผู้ถือหุ้นไม่ได้รับเงินปันผล
นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ ในฐานะประธานที่ประชุม ชี้แจงว่า การจ่ายผลตอบแทนคณะผู้บริหาร รวม 7 คน จำนวน 112.80 ล้านบาทนั้น เป็นความจริง ซึ่งส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ ในส่วนของผู้บริหารต่างชาติ และผู้บริหารที่ดูแลโครงการใหญ่ๆ ส่วนอีก 5 คน เป็นการเพิ่มตามอัตราปกติในตลาดธุรกิจ คือ 4-5% ซึ่งในส่วนของผู้บริหารต่างชาติที่เพิ่มมาก เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการขยายธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง มีโรงแรม วิล่า และที่บริหารอยู่ในต่างประเทศจาก 27 แห่ง เป็น 297 แห่ง และเพิ่มจาก 8 ประเทศ เป็น 18 ประเทศ และเตรียมที่จะจะขยายธุรกิจไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องจ้างผู้บริหารต่างชาติที่มีความสามารถ และประสบการณ์สูง จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงขึ้น เพราะต้องเป็นอัตราที่จูงใจเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ประกอบกับบริษัทมีโครงการใหญ่ คือ ดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค ซึ่งลงทุนสูงถึง 46,000 ล้านบาท จึงต้องมีผู้บริหารที่มีความสามารถสูง
เปิดประเด็น ‘สุนงค์’ คาใจไม่อนุมัติงบการเงินครั้งที่ผ่านมา
นางสุนงค์ กล่าวว่า เข้าใจในข้อมูลที่อธิบาย แต่ยังคงสงสัยว่าเหตุใด บริษัทขาดทุน ผู้ถือหุ้นไม่ได้ปันผล แต่ในปีที่ผ่านมาได้จ่ายค่าตอบแทนสูงกว่าปีก่อนหน้าเป็นเงินถึง 10.69 ล้านบาท ทั้งๆที่มีรายได้ที่สูงอยู่แล้วประมาณ 102 ล้านบาทต่อปี ซึ่ง นายชนินทธ์ ชี้แจงว่า ดังได้กล่าวไปแล้วว่าบริษัทมีการขยายธุรกิจ และเร่งเดินหน้าโครงการต่างๆ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารยังคงทุ่มเทการทำงานให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นางสุนงค์ ยังข้องใจในเรื่องนี้ โดยระบุว่าเมื่อตรวจงบการเงินย้อนหลัง 5 ปี พบว่าจ่ายให้นางศุภจีและพวก รวมกว่า 500 ล้านบาท ทั้งๆที่บริษัทขาดทุน ซึ่งนายชนินทธ์ ชี้แจงว่า ยอดเงิน 500 ล้านบาทนั้น เป็นยอดรวม 5 ปี ซึ่งในตลอด 5 ปี การปรับค่าตอบแทนให้ผู้บริหารก็สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมเดียวกัน คือ 5-10% ทั้งนี้ สาเหตุที่บริษัทขาดทุนนั้นมาจากภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้เงินเพื่อการลงทุน
สุดท้ายการลงมติในวาระนี้ ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยเห็นด้วย 533,306,108 เสียง ไม่เห็นด้วย 18,061 เสียง งดออกเสียง 626,787 เสียง และ ไม่ลงคะแนนสียง 347,612 เสียง

เข้าสู่วาระที่ 3 พิจารณาอนุมัติถอดถอน นายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ทางนายชนินทธ์ ได้กล่าวเปิดใจก่อนประชุมวาระนี้ว่า ธุรกิจของกลุ่มดุสิตหลายธุรกิจ เหมือนกับธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล มีการแข่งขันด้านการค้ากันมาโดยตลอด ดังนั้นในหลักการประกอบธุรกิจทั้งทางดุสิตธานี และทางกลุ่มเซ็นทรัล ย่อมต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจของตนเอง ซึ่งวันนี้ธุรกิจของดุสิตธานีประสบความสำเร็จอย่างมากในทุกมิติ ดังนั้นหาก ดุสิตธานี จะต้องมีกรรมการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มาจากกลุ่มเซ็นทรัลจริง ย่อมหมายความว่า ทิศทางการบริหารของดุสิตธานีจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคู่แข่งขันทางการค้า นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลภายในองค์กรของดุสิตธานีได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลทางธุรกิจ แต่กลับจะถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้กับคู่แข่งได้ จึงมีข้อกังวลอย่างมากหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และจะทำให้ดุสิตธานีเสียหายจนยากจะแก้ไข ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นก็จะไม่เป็นธรรมต่อธุรกิจ ต่อคู่ค้า ต่อผู้บริโภคที่จะขาดตัวเลือกในการแข่งขัน และไม่เป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย
‘ชนินทธ์’ เปิดใจ กังวลกลุ่มเซ็นทรัลครอบงำกิจการ
นายชนินทธ์ ระบุว่า โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ทางดุสิต เป็นหุ้นส่วนใหญ่ 70% ทางกลุ่มเซ็นทรัล 30% ซึ่งการร่วมงานกันที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก หากดุสิตจะต้องมีกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มเซ็นทรัล โครงการนี้ของดุสิตธานี และความเป็นดุสิตธานี ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงหวังว่าจะมีกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองผู้ถือหุ้น นักลงทุน ลูกค้า ผู้บริโภค จากกรณีนี้ได้บ้าง ซึ่งหากทำอะไรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็ยินดีทำ เพราะแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้มีอีเมล์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ได้มีการออกข่าวว่า จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องการครอบงำกิจการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องดีที่หน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะเข้ามาตรวจสอบให้ถึงที่สุด
จากนั้นได้มอบหมายให้ คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ รองประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในวาระนี้ ซึ่ง คุณหญิงสุชาดา ได้มีการยอมรับต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า เมื่อได้เห็นวาระนี้ ยอมรับว่า ยิ่งกว่าตื่นตะลึง จังงัง ว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การพิจารณาวาระนี้จึงเต็มไปด้วยความหนักใจ ที่สำคัญ นายชนินทธ์ เป็นคนที่ส่วนสำคัญในการที่ทำให้ดุสิตธานีก้าวเดินมาได้อย่างต่อเนื่องและเติบโต แต่เนื่องจากตามมาตรา 100 ทางคณะกรรมการไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรได้ จึงจำเป็นต้องจัดประชุมวาระนี้ตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดในเรื่องของความยุติธรรม เพราะในโลกธุรกิจเงินคือตัวกำกับ แต่ในแง่ของความเป็นมนุษย์ควรจะต้องมีในเรื่องของความยุติธรรม จึงหวังให้ผู้ถือหุ้นคิดให้ดีๆ และพิจารณาอย่างรอบคอบ
ได้มีผู้ถือหุ้น เสนอความคิดเห็นว่า การปลดนายชนนินธ์จะมีผลกระทบต่อดุสิตธานีอย่างมาก จึงไม่เข้าใจความพยายามที่จะปลด และเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยที่จะครอบงำกิจการของกลุ่มเซ็นทรัลหรือไม่ ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นกังวล จึงอยากให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัท ขอให้มีการพิจารณาถอนวาระการประชุมนี้ได้หรือไม่ ประธานที่ประชุมจึงได้ให้ที่ปรึกษากฎหมายชี้แจงว่าจะสามารถถอนวาระนี้ได้หรือไม่ ที่ปรึกษากฎหมายชี้แจงว่า ตามมาตรา 100 ไม่ได้มีข้อห้ามในการที่จะขอถอนวาระ แต่การขอถอนวาระจะต้องถอนเฉพาะวาระที่ยังไม่ได้มีการพิจารณาเท่านั้น วาระที่พิจารณาไปแล้วไม่สามารถขอถอนได้ แต่ต้องถามทางกลุ่มผู้ถือหุ้นที่เสนอวาระ มีความประสงค์จะขอถอนวาระหรือไม่
ปรากฏว่า นางสุนงค์ ยืนยันว่า ในฐานะที่เป็นลูกสาวคนหนึ่งของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย จึงมีความเป็นห่วงดุสิตธานีมาก การเสนอให้ถอดถอนนายชนินทธ์ ก็เพื่อภาพลักษณ์ และความคล่องตัวในการบริหารงานของดุสิตธานี และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานของดุสิตธานีให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการให้สอดคล้องกับกรรมการที่จะเข้ามาใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทดุสิตธานี และผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาที่จะทำลายบริษัทดุสิตธานี ซึ่งคุณแม่ได้สร้างมา ขอให้ผู้ถือหุ้นดูที่งบ ดูผลประกอบการ ดูกำไรขาดทุน ซึ่งในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เสียหายไม่ได้ปันผล ดังนั้นจะไม่ขอถอนวาระนี้
ประธานที่ประชุม ได้กล่าวว่า ผู้ถือหุ้นได้ฟังข้อมูลกันแล้ว ซึ่งการขาดทุนนั้นเป็นเรื่องในอดีต แต่อนาคตที่จะมีรายได้เข้ามาเป็นหมื่นล้านบาท ผู้ถือหุ้นจะต้องคิดว่าจุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ผ่านมาลำบากกันแทบตาย แต่พอตอนจะดีกลับจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากคำพูดใดที่อาจจะเข้าข่ายเสี่ยงต่อกฎหมายก็ช่วยบอกด้วย จะได้ถอนคำพูด เพราะไม่อยากจะต้องโดนอีกคดี และขอแสดงความในใจในฐานะปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งว่า มันเหมือนกับการเสร็จศึกฆ่าขุนพล
ขณะที่ อาสาพิทักษ์สิทธิ์ผู้ถือหุ้น สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ได้สอบถามว่า กรณีการถอดถอน นายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ถูกนักลงทุน สื่อมวลชน และสังคม มองว่าเกิดจากความขัดแย้งภายในครอบครัว แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับภาพลักษณ์ของบริษัท และอาจจะส่งผลกระทบต่อการบริหารกิจการของบริษัท เนื่องจากนายชนินทธ์ เป็นบุคคลหลักในการบริหารกิจการมาโดยตลอด จึงขอทราบว่า คณะกรรมการ คณะกรรมการอิสระ ได้มีการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์และธุรกิจของบริษัท ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงผู้ลงทุนที่ถือหุ้นของบริษัทด้วย ซึ่งประธานที่ประชุม ได้ชี้แจงต่อคำถามของอาสาพิทักษ์สิทธิ์ผู้ถือหุ้น ว่า คณะกรรมการมองผลกระทบด้วยความหวาดกลัว ได้รับการติดต่อจากทุกฝ่าย รวมทั้งสถาบันด้วย ในเรื่องการถอดถอนและตั้งกรรมการใหม่ คณะกรรมการมองว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียวจริงๆ ดังนั้นคณะกรรมการไม่ได้มีความสุขและได้ประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะโดยข้อบังคับของกฎหมยจึงต้องมาถึงวันนี้
‘สุนงค์’ ยัน ข้อบังคับ บ.ชนัตถ์ ขายหุ้นให้คนนอกไม่ได้!
อย่างไรก็ตาม นางสุนงค์ ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 แม้บริษัทดุสิตจะมีรายได้เข้ามา แต่ก็มียอดขาดทุน 200 กว่าล้านบาท รวมทั้งมีหนี้สิน หากยังให้นายชนินทธ์เป็นกรรมการ คงไม่มีอะไรดีขึ้น การที่นายชนินทธ์อ้างว่าจะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจภายนอกเข้ามา ซึ่งนายชนินทธ์รู้ดีว่า ตามข้อบังคับบริษัทชนัตถ์และลูก ห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนหุ้นดุสิตธานีให้กับคนภายนอก จึงไม่สามารถทำได้ หากจะทำต้องแก้ไขข้อบังคับบริษัท ซึ่งก็ต้องใช้เสียงเกินกว่า 3 ใน 4 ซึ่งนายชนินทธ์ก็ถือหุ้นเกินกว่า 25% หากนายชนินทธ์ไม่ยินยอมก็จะแก้ไขข้อบังคับบริษัทไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่สามารถขายหุ้นให้กับกลุ่มเซ็นทรัลตามที่กล่าวหามาได้ ดังนั้นการแถลงข่าวต่างๆของนายชนินทธ์ จึงไม่เป็นความจริงและเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
การให้ข่าวเช่นนี้จึงทำให้ดุสิตธานี รวมทั้งผู้ถือหุ้นเสียหาย นายชนินทธ์จึงไม่สมควรเป็นกรรมการอีกต่อไป และการที่นายชนินทธ์ แถลงข่าวว่า ทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัทชนัตถ์และลูก จำกัด ขณะที่ น้องได้หุ้นในอีก 2 บริษัท และให้นำทรัพย์สินอื่นมาชดเชย ให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกับทุกฝ่าย แต่ในภายหลังทั้ง 2 คนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลง เข้าใจว่าการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เรสสิเดนส์ ขายดีนั้น เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น และทำให้ตนเอง และนางสินีย์ ได้รับความเสียหาย เพระาความจริงคือไม่สามารถตกลงแบ่งทรัพย์กันได้ตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งกรณีดังกล่าว นางสินีย์ และนางสุนงค์ ได้ฟ้องนายชนินทธ์ในข้อหาหมิ่นประมาทแล้ว จึงยินยันว่า ไม่สามารถให้นายชนินทธ์เป็นกรรมการต่อไปได้
ทั้งนี้ ประธาน แสดงความเห็นในฐานะประธานที่ประชุมว่า คงไม่ก้าวล่วงวิวาทะภายในครอบครัวของใคร คงต้องปล่อยให้ไปจัดการกันเอง แต่หากมองในแง่ของบริษัท ต้องขอบอกว่าการครอบงำบริษัท ไม่ได้มีเฉพาะแค่การต้องเข้าไปถือหุ้นเพียงอย่างเดียว การส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการ กรรมการก็มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร มันชัดยิ่งกว่าชัด ถามทั่วโลกก็ได้ว่าเป็นการครอบงำหรือไม่ เข้ามาทั้งชุดมาเปลี่ยนผู้บริหาร ดังนั้นอย่าถกเถียงกันในประเด็นนี้เลย
สุดท้ายเมื่อลงมติในวาระนี้ ปรากฏว่า มีผู้ถือหุ้นเห็นด้วย จำนวน 42 ราย คิดเป็น 8.6956% โดยที่มีเสียง 425,356,690 เสียง หรือ 79.6102% ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วย จำนวน 420 ราย คิดเป็น 86.9565% โดยที่มีเสียงไม่เห็นด้วย 107,978,316 หรือ 20.2093% งดออกเสียง 11 ราย คิดเป็น 2.2774% โดยที่มีเสียง 596,651 เสียง หรือ 0.1116% และไม่ลงคะแนนสียง 10 ราย คิดเป็น 2.0703% โดยที่มีเสียง 366,911 เสียง หรือ 0.0686%
ปลด ‘ชนินทธ์’ ไม่สำเร็จ ใช้เกณฑ์จะปลดได้ต้องมีผู้เห็นด้วยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้น
ดังนั้น การที่มีผู้ถือหุ้นออกเสียงทั้งหมด 483 ราย แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย 420 ราย ขณะที่มีผู้เห็นด้วย 42 รายเท่านั้น จึงทำให้วาระนี้ไม่ได้รับการอนุมัติ
เนื่องจากเกณฑ์ในการลงมติ ระบุว่า วาระนี้ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง
จากนั้นในการประชุมต่อในวาระที่ 4 พิจารณาอนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการ แต่งตั้งกรรมการเข้าใหม่และเปลี่ยนแปลงอำนาจ ซึ่งนายชนินทธ์ ได้กลับมาเป็นประธานที่ประชุม ได้แจ้งว่า ทาง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ส่งอีเมล์ แจ้งถึงความกังวล ในเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จากกรณีที่จะมีการแต่งตั้งกรรมการการใหม่ รวมทั้ง ได้รับหนังสือแจ้งจากผู้ถือหุ้นว่า ได้มีการร้องเรียนไปยัง ก.ล.ต. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ให้พิจารณาว่า การที่จะแต่งตั้งกรรมการใหม่และเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการนั้น เข้าข่ายเป็นการครอบงำกิจการหรือไม่ และเป็นธรรมกับผู้ถือหุ้นหรือไม่ ดังนั้นในระหว่างที่ต้องรอความชัดเจนจากทางหน่วยงานที่ผู้ถือหุ้นไปร้องเรียน การประชุมในวาระที่ 4 และวาระที่ 5 จึงสมควรเลื่อนออกไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน
นายชนินทธ์ ในฐานะประธานที่ประชุม จึงได้ถามความเห็นที่ปรึกษากฎหมายว่า จะสามารถยกเลิก หรือว่าเลื่อนการประชุมวาระที่ 4 และ 5 ได้หรือไม่ ซึ่งที่ปรึกษากฎหมาย ชี้แจงว่า การยกเลิกนั้น ตามข้อกฎหมายที่ขอเรียกประชุมตามมาตรา 100 เห็นว่าไม่สามารถกระทำได้ จึงไม่แนะนำให้กระทำ แต่การที่มีการร้องเรียนของผู้ถือหุ้นต่อ ก.ล.ต. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ที่ระบุว่า จะมีผลที่มีนัยสำคัญต่อความเสียหายของผู้ถือหุ้นได้ จึงถือว่ามีเหตุผลที่สมควรที่จะเลื่อนได้ รวมทั้ง ตลท.ก็มีความกังวลในเรื่องความขัดแย้งผลประโยชน์ จึงเห็นว่าสามารถเลื่อนการประชุมได้ โดยที่วาระการประชุมยังไม่ได้ตกไป และเมื่อมีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงค่อยเรียกประชุมเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
นายชนินทธ์ จึงให้เลื่อนการประชุมออกไปเพื่อรอความชัดเจนการพิจารณาข้อร้องเรียนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยกำหนดให้ประชุมใหม่ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 14:00 น. เป็นการประชุมออนไลน์ โดยใช้ record date เดิม และได้ปิดประชุมเมื่อเวลา 17:21 น.
#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวWealthAndBiz


