นายคอลลิน เวียร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด แถลงข่าวทวงถามความเป็นธรรมจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยระบุว่า หลังจากที่โฮปเวลล์ถูกบอกเลิกสัญญาเมื่อปี 2541 ในสัญญาสัมปทานโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร (Bangkok Elevated Road and Train System-BERTS) มูลค่า 80,000 ล้านบาท และได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะอนุญาโตตุลาการ จนกระทั่งมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 โดยกระทรวงคมนาคมและ รฟท.จะต้องคืนเงินตอบแทน เงินลงทุน รวมทั้งหนังสือค้ำประกันสัญญาสัมปทานและค่าธรรมเนียมแก่บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งสิ้น 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ปัจจุบันกระทรวงคมนาคม และ รฟท.ยังมิได้ดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
นายคอลลินกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ยังมีความพยายามทำให้บริษัทเป็นโมฆะหรือสิ้นสภาพ เป็นความพยายามมุ่งหวังเพียงเพื่อจะไม่ต้องคืนเงินให้แก่โฮปเวลล์ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศไทย ต่อความเชื่อมั่นการลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนนานาชาติ ซึ่งตนในฐานะนักลงทุนต่างชาติ หากให้ประเมินโอกาสทางการลงทุนในไทย ขณะนี้ยืนยันว่าไม่สนใจเข้าร่วมลงทุนอีก
นายสุภัทร ติระชูศักดิ์ ฝ่ายกฎหมาย บริษัท โฮปเวลล์ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเจรจากับภาครัฐ ถึงเรื่องความคืบหน้าของคดีโฮปเวลล์ หลายครั้งแล้วโดยแนวทางหลังจากนี้ ทางบริษัทจะใช้สิทธิทางศาล เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐมีการยื่นขอพิจารณาคดีรอบสอง ทำให้บริษัทจำเป็นต้องไปดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จ ส่วนการเจรจาจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทางภาครัฐเป็นผู้พิจารณา เพราะทางบริษัทก็เปิดโอกาสให้อยู่ตลอด และยินดีที่จะร่วมเจรจา ทั้งนี้ หากมีการเจรจาจะต้องรอมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทก่อน ว่าที่ประชุมมีความคิดเห็นอย่างไร แต่ตามหลักพื้นฐานต้องตั้งอยู่บนสิทธิที่บริษัทควรจะได้รับตามกฎหมายก่อน และต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะแสดงเจตนาบริสุทธิ์ จริงใจในการเจราอย่างไร
“ส่วนกรณีที่จะมีการตั้งโต๊ะเจรจากับภาครัฐ นั้น เรายังไม่มั่นใจว่าการเจรจาครั้งต่อไปจะได้ข้อสรุป เพราะเราไม่ทราบเจตนาของภาครัฐ ว่าเขาต้องการอะไร หรือเป็นการเจรจาเพื่อให้จบ หากภาครัฐไม่รับพิจารณาในการขอเจรจาและไม่รับเงื่อนไขใดๆ เพิ่มเติม และจะดำเนินการตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว ทางบริษัทจะดำเนินการตามคดีปกครอง เมื่อท้ายที่สุดแล้วบริษัทชนะคดีศาลปกครองก็มีหน้าที่ที่จะบังคับ ให้ทางภาครัฐจ่ายเงินค่าชดเชยแก่บริษัท ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าการออกมาแถลงข่าวในครั้งนี้ของบริษัทเป็นการกดดันศาลหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่ได้กดดันศาลเพียงแต่อยากนำเสนอสื่อ ถึงสิ่งที่เราเรียกร้อง ไม่ใช่ค่าโง่ เพียงแต่ต้องการเงินในส่วนที่บริษัทลงทุนไปคืนมา” นายสุภัทรกล่าว
นายสุภัทรกล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีผู้กระทำวิธีการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องปล่อยไปก่อน บริษัทมีเจตนาดีที่จะทำโครงการ และเงินที่ลงทุนทั้งหมดนั้นก็เป็นของบริษัท ดังนั้น ขอให้ลบคำว่าค่าโง่ทิ้ง ขณะเดียวกัน มีการกล่าวถึงอนุสาวรีย์โฮปเวลล์ ที่ต้องอยู่บริเวณริมทางรถไฟ ย่านถนนวิภาวดี นั้น ตอนนี้ตกเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว เนื่องจากไม่ได้ส่งมอบพื้นที่ตามสัญญา
“เราต้องบังคับสิทธิที่เรามีตามกฎหมาย และไม่ดำเนินการนอกเหนือกฎหมาย กฎหมายให้สิทธิเราแค่ไหน เราจะบังคับคดีตามนั้น โดยปัจจุบันจำนวนเงินทุนที่บริษัทต้องได้คืนอยู่ที่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการยึดตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ในปี 2551 โดยแบ่งเป็นเงินต้น 11,888 ล้านบาท หากคำนวณเป็นค่าธรรมเนียมรายวันอยู่ที่ 2.4 ล้านบาทต่อวัน แม้ว่าปัจจุบันภาครัฐจะขอฟื้นการพิจารณาคดีใหม่ในศาลปกครอง และได้สิทธิในการชะลอจ่าย แต่คำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการยังคงมีผล ดังนั้น ดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นทุกวัน ส่วนกรณีการยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อไหร่ นั้น ต้องรอมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอีกครั้ง เพราะต้องมีการหารือร่วมกันหลายประเด็น รวมทั้งการดำเนินคดีอาญาก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ในที่ประชุมให้ความสนใจแต่จะดำเนินคดีกับใครนั้น เราจะดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้ข้อยุติ 100%” นายสุภัทรกล่าว
นายสุภัทรกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ภาครัฐดำเนินคดีเอาผิดกรณีการจัดตั้งบริษัทโฮปเวลล์ นั้น ซึ่งตอนนี้มีหลักฐานการจัดตั้งบริษัทที่ขอความเห็นชอบจาก รฟท.ในการประกอบกิจการโครงการลงทุนก่อสร้างระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับถูกต้องตามกระบวนการ โดยได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากกระทรวงพาณิชย์รวมไปถึงนำเสนอไปยัง รฟท.พิจารณาในปี 2533
“เราจัดตั้งบริษัทถูกต้อง วัตถุประสงค์เพื่อทำโครงการทางยกระดับและทางรถไฟในโครงการนี้อย่างเดียว และในปี 2533 การรถไฟฯ ก็เห็นชอบว่าการจัดตั้งบริษัทถูกต้องตามกฎหมาย แต่มาในปี 2564 การรถไฟฯ กลับมาบอกว่าโฮปเวลล์จดทะเบียนไม่ชอบ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ภาครัฐพยายามที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้” นายสุภัทรกล่าว


