ttb analytics ชี้วิกฤตราคาน้ำมันโลกดันตลาดไบโอดีเซล–เอทานอล มีศักยภาพโตสูง แนะเร่งสนับสนุนการใช้งานเพื่อทดแทนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และยกระดับอุปทานให้มีประสิทธิภาพ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ผลักดันให้ความต้องการใช้ไบโอดีเซล และเอทานอลในปี 2569 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัย ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ โดยฝั่งไบโอดีเซลหากส่งเสริมการใช้ดีเซล B20 มากขึ้น บนเงื่อนไขการเพิ่มสต็อกน้ำมันปาล์มดิบจากส่วนที่เคยส่งออกเพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ทั้งหมด จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ลงสูงสุดเฉลี่ย 6.6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ในทางปฏิบัติยังต้องเร่งผลักดันการใช้ให้ครอบคลุมมากขึ้น ในขณะที่เอทานอลหากมีมาตรการอุดหนุนส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E20 ให้จูงใจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดการพึ่งพาแก๊สโซลีน (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน) ลงเฉลี่ย 0.6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 6.5พันล้านบาทต่อปี โดยวิกฤตพลังงานรอบนี้อาจไม่ใช่เพียงแรงกดดันด้านต้นทุน แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่จะยกระดับสู่การปรับโครงสร้างพลังงานไทยอย่างยั่งยืน หากมีนโยบายรัฐที่สนับสนุนการใช้ที่ตรงเป้าหมายและบริหารจัดการด้านวัตถุดิบให้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 สร้างความตึงเครียดให้กับช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก หลังถูกสั่งปิดล้อม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบช่วงเดือนมีนาคม 2569 พุ่งขึ้นสูงเฉลี่ย 129 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และปัจจุบันยังทรงตัวอยู่สูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงไทยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 48% ของพลังงานที่นำเข้าทั้งหมด ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งของไทยสะท้อนผ่านปี 2568 ที่ผ่านมามีสัดส่วนการใช้คิดเป็น 48% และ 23% ของภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด ตามลำดับ กดดันให้ทางรัฐบาลไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการตรึงราคาน้ำมันและปล่อยให้ราคาขายปลีกลอยตัวตามกลไกตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้ภาระต้นทุนผู้บริโภค เช่น ค่าขนส่งสินค้า ค่าเดินทาง รวมไปถึงต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมและเกษตรสูงขึ้น จากวิกฤตดังกล่าวผลักดันให้ไบโอดีเซลและเอทานอลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะแหล่งพลังงานทดแทนที่สำคัญเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน
ในปี 2568 ที่ผ่านมาไทยได้มีการนำไบโอดีเซลมาผสมในน้ำมันดีเซล และเอทานอลผสมในน้ำมันแก๊สโซลีน ที่อัตราส่วนผสมเฉลี่ย 6.5% และ 10.9% ตามลำดับ แต่เนื่องด้วยราคาพลังงานทดแทนก่อนหน้านี้อยู่ในระดับสูงกว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตลอด ส่งผลให้อัตราส่วนผสมยังคงอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามวิกฤตราคาน้ำมันโลกได้ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้นำพลังงานทดแทนเข้ามามีส่วนสำคัญมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล โดย ttb analytics ประเมินว่าหากสนับสนุนการใช้ไบโอดีเซลในสัดส่วนที่สูงขึ้นผ่านดีเซล B20 บนเงื่อนไขการเพิ่มสต็อกน้ำมันปาล์มดิบจากส่วนที่เคยส่งออกเพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนทั้งหมด รวมถึงสนับสนุนการใช้เอทานอลผ่านมาตรการรัฐที่ช่วยอุดหนุนส่วนต่างราคาให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีสัดส่วนเอทานอลสูง(E20) มีราคาที่จูงใจมากขึ้น ก็จะสามารถช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลบริสุทธิ์และแก๊สโซลีนลงเฉลี่ย 6.6 ล้านลิตรต่อวัน และ 0.6 ล้านลิตรต่อวัน ตามลำดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
กล่าวโดยสรุป บนสถานการณ์ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านพลังงานของโลกอยู่ต่อไป ราคาน้ำมันอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีตที่ผ่านมาในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น ไบโอดีเซลและเอทานอล ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตได้ทั้งคู่ จึงมีบทบาทมากขึ้นในฐานะพลังงานทดแทนที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต โดยแต่ละชนิดมีคุณลักษณะและกลไกตลาดที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไบโอดีเซลมีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนตามนโยบายรัฐเพื่อปรับสมดุลตลาดปาล์มน้ำมัน ในขณะที่เอทานอลมีข้อจำกัดในด้านการขยายสัดส่วนการใช้จากข้อจำกัดเรื่องมาตรฐานเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ รัฐจึงต้องพึ่งพามาตรการภาษีและการสนับสนุนราคาจากกองทุนน้ำมันในการจูงใจให้ใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องคำนึงถึงภาระการคลังและทิศทางนโยบายพลังงานในระยะยาว่่
ดังนั้น ttb analytics มองว่าทางออกเพื่อความยั่งยืนต้องอาศัยนโยบายรัฐที่ชัดเจนและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.คงสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับที่เหมาะสม เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมต้นน้ำ แม้ช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดต่ำลง 2.เร่งวิจัยและพัฒนาเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ทั้งต้นน้ำ (พันธุ์พืช/ความทนแล้ง-โรคพืช) และปลายน้ำ (กระบวนการผลิต/เทคโนโลยีการหมัก/เพิ่มประสิทธิภาพ B20/E20 ให้สูงขึ้น) 3.ผลักดันน้ำมัน B20/E20 ให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ และสนับสนุนการดัดแปลงปรับปรุงเครื่องยนต์ในรถขนส่งเก่าให้สามารถให้รองรับการใช้ โดยเฉพาะ B20 เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้ และ 4.ร่วมวางแผนระยะยาวภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–เกษตรกร เหล่านี้เพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ ช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร และทำให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ


