‘อนุทิน’ ตั้ง คณะกรรมการประสานงานต่อต้านทุจริต ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ

รัฐบาลขานรับ ข้อเสนอแนะ คณะทำงานและ Zero Corruption ของ กกร. และเพื่อนไม่ทน ที่ต้องการให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมมือต่อต้านการทุจริต ดังนี้

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ ๑๗๔/๒๕๖๙
เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙ ว่าจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และวิธีการทำงานของระบบราชการของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ให้ทันภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๑ ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือการต่อต้านการทุจริตและการสร้างความซื่อตรง (Anti-Corruption and Integrity) ขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงานและ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมมือต่อต้านการทุจริต ใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติอนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำตับรองเพื่อสร้างความโปร่งใส ลดขั้นตอน และดุลพินิจโดยไม่จำเป็นอันเป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและตรวจสอบการทุจริต และต่อการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่ตรงกับนโยบายและความมุ่งหมายของรัฐบาล สมควรให้มีคณะกรรมการตังกล่าวขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอต่าง ๆ ของภาคเอกชนให้เป็นรูปธรรมอันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๖) และ (๙) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑. ให้มี “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” เรียกโดยย่อว่า “คตท.”

ประกอบด้วย

(๑) นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ

(๒) รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองประธานกรรมการ

(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองประธานกรรมการ

(๔) อัยการสูงสุด กรรมการ

(๕) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ

(๖) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรรมการ

(๗) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กรรมการ

(๘) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการ

(๙) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรรมการ

(๑๐) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการ

(๑๑) เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการ

(๑๒) ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) กรรมการ

(๑๓) ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรรมการ

(๑๔) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการ

(๓๕) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย กรรมการ

(๑๖) ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กรรมการ

(๑๗) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย กรรมการ

(๑๘) ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กรรมการ

(๑๙) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ กรรมการและเลขานุการ

(๒๐) ข้าราชการสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่ง กรรมการและผู้ชวยเลขานุการ

(๒๑) ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่ง กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ข้อ ๒. ให้ คตท. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)
(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย
(๓) ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.เพื่อประกอบการพิจารณา
(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น
(๕) ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ข้อ ๓. ให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานมีหน้าที่ให้ความร่วมมือแก่ คตท. ตามที่ได้รับการร้องขอ
ข้อ ๔. การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของ คตท. และคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือตามระเบียบของราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของ สำนักงาน ก.พ.ร.
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

(นายอนุทิน ชาญวีรกูล)
นายกรัฐมนตรี

#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/SoSUR
More
articles