‘นาจา-2’ ส่งเสริมวัฒนธรรมจีนสู่สากลโลก

ถือเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังและมีการพูดถึงอย่างมากในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง “Nezha 2” หรือ Nezha: The Devil Child Conquers the Dragon King ซึ่งเป็นภาคที่ 2 ของ Nezha ที่เป็นภาคแรก ซึ่งได้มีการฉายไปในช่วงปี 2562

สาเหตุที่ Nezha 2 ถูกกล่าวถึงอย่างมาก เริ่มจากข้อมูลของ Maoyan Movie ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า รายได้สะสมซึ่งรวมรายได้จากการจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าจากบ็อกซ์ออฟฟิศ มีมูลค่าสูงถึง 8.349 พันล้านหยวน (ประมาณ 38,808 ล้านบาท)  ถือเป็นรายได้ที่แซงหน้าภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างเรื่อง แบทแมน อัศวินรัตติกาลผงาด (The Dark Knight Rises) ได้สำเร็จ และกลายเป็นภาพยนตร์เอเชียเรื่องแรกที่ติดอันดับ 35 อันดับแรกของภาพยนตร์ที่มีรายได้สูงที่สุดจากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก  และมีจำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์สูงถึง 351 ล้านคน ซึ่งทำลายสถิติจำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์ของเทศกาลตรุษจีน

ที่สำคัญ Nezha 2 ได้รับความนิยมเกินความคาดหมาย สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 ของบ็อกซ์ออฟฟิศภาพยนตร์จีนภายใน 9 วันหลังจากเข้าฉาย ทำรายได้เกิน 7.7 พันล้านหยวน (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท) ใน 12 วัน และทะลุ 8 พันล้านหยวน (ประมาณ 3.84 หมื่นล้านบาท) ในช่วงปลายเทศกาลตรุษจีน โดย Nezha 2 ทำรายได้หนุนให้บ็อกซ์ออฟฟิศรวมของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ทะลุ 1 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท)

Nezha 2 ยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำรายได้รวม 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.36 หมื่นล้านบาท) ในตลาดเดียว และเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ฮอลลีวูดเรื่องแรกที่ติดอันดับภาพยนตร์ทำรายได้หลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีนที่ทำรายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านหยวน

จริงๆแล้ว ตั้งแต่ Nezha ภาคแรก Nezha: The Devil Boy Comes into the World  ก็ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน โดยมีรายได้ 5 พันล้านหยวน (ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท) ในปี 2562 ทั้งยังได้สะสมฐานแฟนคลับจำนวนมาก ถือเป็นการจุดประกายวงการภาพยนตร์แอนิเมชันจีนให้โดดเด่นขึ้นอย่างมาก

Nezha ได้นำเอาเรื่องราวในตำนานของ Ne Zha นักรบศักดิ์สิทธิ์จากนิทานพื้นบ้านของจีนมาปรับใหม่ด้วยการเล่าเรื่องที่ทันสมัย และแอนิเมชั่นสุดล้ำสมัย จึงดึงดูดผู้ชมจากทั่วจีนแผ่นดินใหญ่นับตั้งแต่เข้าฉายในช่วงเทศกาลตรุษจีน

เทพนาจา หรือ หน่าจา คือ หนึ่งในเทพที่มีความโดดเด่นและมีตำนานมหัศจรรย์ในวัฒนธรรมจีนโบราณ ที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมของจีน พุทธศาสนา และลัทธิเต๋า โดยเป็นตัวละครที่มีความสำคัญในวรรณกรรมจีนหลายเรื่อง เช่น ไซอิ๋ว และ ห้องสิน ที่ระบุว่า นาจาเป็นบุตรคนที่สามของแม่ทัพหลี่จิ้ง ขุนพลใหญ่ในราชสำนักของกษัตริย์ เมื่อนาจาถือกำเนิด เขาไม่ได้เป็นแค่ทารกธรรมดา แต่เป็นลูกแก้ววิเศษ ด้วยความโกรธและสับสน แม่ทัพหลี่จิ้งเชื่อว่าเป็นลางร้าย จึงใช้ดาบฟันลูกแก้วจนแตกออก เผยให้เห็นเด็กน้อยที่มีรัศมีเปล่งประกาย สวมสร้อยคอทองคำ และผ้าแพรสีแดง ทั้งยังมีพละกำลังมหาศาล สามารถพูดและเดินได้ทันที

นาจา ฝึกวิชาจากอาจารย์ไท่อี้เจินเหริน เทพเซียนในลัทธิเต๋า นาจาเรียนรู้วิชาอาคมและได้รับอาวุธวิเศษ 3 ชิ้น คือ หอกอิงเทียน ห่วงสรรพวุธ และวงล้อเพลิง ตามตำนาน นาจาเคยสละชีวิตตนเองจากกรณีที่ไปฆ่าลูกชายของราชามังกรแห่งทะเลตะวันออก แล้วราชามังกรได้ไปฟ้องเทพหยกจักรพรรดิ เรียกร้องความยุติธรรม กดดันทั้งแม่ทัพหลี่จิ้งและครอบครัว นาจาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อไถ่บาปให้บิดาและครอบครัว แต่แม้จะสละชีวิต วิญญาณของนาจายังคงอยู่ ไท่อี้เจินเหริน จึงใช้พลังเวทช่วยสร้างร่างใหม่ให้นาจาจากดอกบัวและใบบัว ร่างใหม่ของนาจาจึงมีพลังมากกว่าเดิม มี 3 หน้า 6 แขน และยืนอยู่บนวงล้อเพลิงและลมหมุน เทพนาจาจึงมีชื่อเสียงในฐานะเทพจีนผู้คุ้มครองและให้คุณประโยชน์หลายด้าน ทั้งการปกป้องจากภัยธรรมชาติ การนำโชคลาภ สุขภาพ และความสำเร็จ ซึ่งปัจจุบันมีศาลเจ้านาจากระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะในจีน ไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงไทย และประเทศที่มีชุมชนจีนอาศัยอยู่

ด้วยตำนานของนาจาที่มีทั้งสีสัน วัฒนธรรมและความเชื่อดั้งเดิม เมื่อนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน จึงประสบความสำเร็จตั้งแต่ภาคแรก เพราะไม่เพียงมีการผลิตที่เคารพวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเต็มที่ แต่ยังรวมถึงจินตนาการและเรื่องสมมติที่แต่งเติมขึ้นมาได้อย่างผสมผสานเกิดเป็นเนื้อเรื่องใหม่ ร่วมกับการผลิตที่ละเอียดประณีต ใช้นวัตกรรมแอนิเมชันที่ช่วยให้รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ และยังช่วยเพิ่มการจดจำวัฒนธรรมของคนในยุคปัจจุบันได้อีกด้วย ทั้งยังเป็นการปรับตัวให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วย ทำให้ผู้รับชมสามารถเข้าถึงและรู้สึกใกล้ชิดกับวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

จากความสำเร็จทางด้านจำนวนผู้ชมและรายได้อย่างถล่มทลายของ Nezha 2 แอนิเมชันสัญชาติจีน ซึ่งกำกับโดย หยางอวี่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เจี่ยวจือ สามารถทำสถิติรายได้อันดับที่ 35 ของบ็อกซ์ออฟฟิศโลก ได้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาคุณภาพและการเติบโตของอุตสาหกรรมแอนิเมชันของจีน ที่สามารถทำให้ผู้ชมกลับมาดูภาพยนตร์กันอีกครั้ง โรงภาพยนตร์ทั้งเล็กและใหญ่เพิ่มเวลาฉายและเพิ่มที่นั่ง โรงภาพยนตร์ที่เคยร้างและเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยผู้ชมอีกครั้ง

Nezha 2 ยังได้ออกฉายทั้งในออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นเส้นทางการจัดจำหน่ายระดับนานาชาติ และถือเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในด้านเทคโนโลยี จนเข้าใกล้ภาพยนตร์ระดับแนวหน้าของฮอลลีวูด และผสานสัญลักษณ์ภาพที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจีนที่โดดเด่น เป็นการรวมตัวกันของเทคโนโลยีขั้นสูง กับ วัฒนธรรม จนสามารถก้าวขึ้นสู่อันดับสูงสุดของบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกในฐานะภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษได้อีกด้วย

ปรากฏการณ์ความสำเร็จทางรายได้ของ Nezha 2 สะท้อนถึงความสำคัญของเนื้อหาคุณภาพสูงในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และยังสะท้อนถึงศักยภาพการในการบริโภคและพื้นที่ความต้องการที่มีอย่างมหาศาลในตลาดภายในประเทศจีนอีกด้วย รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และการคาดการณ์การลงทุนของอุตสาหกรรมแอนิเมชันจีนและโลกปี 2568-2569 ของ iiMedia Research แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแอนิเมชันของประเทศจีนมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมแอนิเมชันของจีนเพิ่มขึ้นจาก 7.6 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 3.65 แสนล้านบาท) ในปี 2562 เป็น 4 แสนล้านหยวน (ประมาณ 1.92 ล้านล้านบาท) ในปี 2566 แสดงให้เห็นว่าตลาดแอนิเมชันของจีนในปัจจุบันอยู่ในช่วงของการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และก็จะเปิดพื้นที่กว้างขึ้นสำหรับการพัฒนาของแอนิเมชันในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

เมาเหยี่ยน (Maoyan) แพลตฟอร์มจองบัตรชมภาพยนตร์ของจีน เปิดเผยว่า Nezha 2 ถือเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องแรกที่ทำรายได้ทั่วโลกเกิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.83 หมื่นล้านบาท) ซึ่งนับรวมรายได้จากการจำหน่ายบัตรล่วงหน้าถึงช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา โดยปัจจุบัน Nezha 2 อยู่อันดับที่ 7 ของรายชื่อภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลทั่วโลก ตามหลัง อเวนเจอร์ส: มหาสงครามล้างจักรวาล (Avengers: Infinity War) ของมาร์เวลในปี 2561

นายจาง ตง ซีอีโอ บริษัท อาร์ท้อป มีเดีย (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าภาพยนตร์จีนและส่งออกภาพยนตร์ไทยไปฉายในจีน กล่าวว่า ความสำเร็จของ Nezha 2 ทั้งเรื่องรายได้และยอดผู้ชม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานการนำวัฒนธรรมท้องถิ่น เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการตลาด มาสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งมองว่าผู้ประกอบการไทยสามารถนำแนวทางนี้มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และแอนิเมชันของไทยได้ เพื่อจะสามารถเจาะตลาดจีนที่มีศักยภาพในการซื้อสูงได้ง่ายขึ้น โดยที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง เช่น หลานม่า ก็ประสบความสำเร็จในการไปฉายที่จีนมาแล้ว ดังนั้นตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระหว่างไทยและจีน จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจมากที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/SQBkU
More
articles