อปพส.นำคณะร่วมอุดมการณ์ ยื่นหลักฐานการนำเสนอข่าวของสื่อยุคนี้ไม่ตรวจสอบความจริงก่อนออกอากาศ และ พร้อมใช้ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง เพื่อนำความยุติธรรมกลับคืนมาแก่พระพุทธศาสนา
นายประพันธ์ กิตติฤดีกุล เลขาธิการ องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ (อปพส.) กล่าวถึงรายละเอียดการยื่นหลักฐานให้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย(Thaibja) ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2568 นี้ เพื่อให้ตรวจสอบจรรยาบรรณการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์บางสถานี ที่นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นจริงออกไปก่อน เพราะทำให้เกิดการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความศรัทธาต่อสถาบันพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ เช่น กรณีข่าวที่นำแหล่งข่าวจากข่าวช่อง 8, ข่าวช่อง 3 ในรายการโหนกระแส และฯลฯ โดยพูดว่า อดีตหลวงพ่ออลงกตมีภรรยาและ มีลูกกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมีผู้ชมมากกว่า 3.4 แสนคน จนทำให้ประชาชนเข้าใจหลวงพ่ออลงกตผิดเป็นจำนวนมาก แต่ผลปรากฏว่า หลักฐานการตรวจ DNA พิสูจน์ออกมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568 ว่า เด็กคนดังกล่าวไม่ใช่ลูกของหลวงพ่ออลงกต เพราะผลตรวจ DNA ไม่ตรงกัน

ส่วนกรณีช่อง 3 รายการโหนกระแส นำคนขับแท็กซี่มาพูดเรื่องโครงการกระปุกบุญ แบ่งรายได้ 70:30 เปอร์เซ็นต์ โดยวัดพระบาทน้ำพุได้ 70% และ คนขับแท๊กซี่ได้ 30% ซึ่งมีผู้เข้าชมมากถึง 4.4 แสนคน เมื่อประธานโครงการกระปุกบุญมีการตรวจสอบรายละเอียดดังกล่าวพบว่า คนขับแท็กซี่ที่มาออกรายการต่างๆ ไม่อยู่ในรายชื่อคนขับแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการ จึงเป็นข้อมูลเท็จโดยได้นำความจริงนี้แจ้งความไว้แล้ว
“ความจริงดังกล่าว พบว่าสื่อโทรทัศน์นำเสนอให้น้อยมาก ขณะที่ความเท็จที่ถูกนำเสนอไปก่อนที่จะพิสูจน์ความจริง มีผู้ชมเข้ามาชมจำนวนมาก ส่งผลเสียหายต่อผู้ตกเป็นข่าว” นายประพันธ์กล่าว
สำหรับนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยพร้อมคณะกรรมการสมาคมได้มารับมอบหนังสือ และรับปากว่าจะส่งรายละเอียดให้คณะกรรมการฝ่ายจริยธรรมตรวจสอบและดำเนินการต่อไป โดย “อปพส.” ยื่นหลักฐานในวันที่สมาคมดังกล่าวมีประชุมคณะกรรมการนัดแรกในรอบปี 2568 ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2568 ที่เชฟคาเฟ่ เครือซีพีออลล์ ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี

การนำหลักฐานการนำเสนอข่าวสารที่บิดเบือนของสื่อในยุคนี้ ให้แก่สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นับเป็นครั้งแรกของภาคประชาชนภายใต้ “อปพส.”ที่ทำหน้าที่กระทุ้งเตือนสมาคมสื่อที่รับผิดชอบโดยตรงให้ตรวจสอบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสถานีโทรทัศน์ให้อยู่ในกรอบจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชนที่ดี
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ “อปพส.”ได้ใช้ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง ยื่นหนังสือไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านกฎหมาย เช่น คณะกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรม (กมธ.กฎหมายฯ) เพื่อให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการดำเนินการกับวัดและพระสงฆ์
อย่างไรก็ตาม “อปพส.”ได้เปิดเผยข้อมูลความจริงทางกฎหมายในกรณีศาลปกครอง รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เคยตีความ “พระสงฆ์” ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และ ไม่ใช่ข้าราชการ ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิดมาตรา 147 และ มาตรา 157 ตามที่นายตำรวจบางคนกล่าวโทษไว้ ซึ่งความไม่รู้กฎหมายของคนในสังคม เป็นช่องว่างนำมาสู่การใช้อำนาจเกินหน้าที่ของนายตำรวจคนดังกล่าวในการจัดการกับวัดและพระสงฆ์



