แม้จะมีกระแสต้านอย่างหนักหน่วงจากทุกภาคส่วน ต่อกรณี “ดีลควบรวมกิจการ” ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เพื่อร่วมจัดตั้ง ‘บริษัทเทเลคอม-เทค’ ที่จะผงาดเป็นธุรกิจชั้นนำในระดับภูมิภาค และทะยานสู่เบอร์ 1 ของตลาดโทรคมนาคมไทย
ด้วยผลพวงจากการควบรวมกิจการที่ว่านั้น หาใช่จะมีหลักประกันว่า บริษัท เทคคอมปานี ที่ทั้งสองกลุ่มจะร่วมกันจัดตั้งขึ้น จะ“ส่งมอบ”ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้บริการ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศตามนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ ดั่งที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานกรรมการ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ป่าวประกาศต่อสื่อในงาน Media Roundtable : CREATING A NEW TELECOM TO TECH COMPANY สัปดาห์ก่อน
โค้งสุดท้ายก่อนที่ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรือ “กสทช.”จะพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 3 ส.ค.ศกนี้ เราจึงได้เห็นกลุ่มทุนธุรกิจที่ได้ชื่อว่า “กินรวบทุกธุรกิจ”มาโดยตลอด ออกมาโหมกระแสควบรวมอย่างหนักหน่วงผ่านสื่อในคาถา และโลกโซเชียลอย่างไม่ต้องปิดหน้าปิดตาใด ๆ อีกแล้ว
ล่าสุดนั้น ยังมีรายงานว่า แรงกดดันจาก “มือที่มองไม่เห็น-Invisible Hand” ที่กำลังประดังเข้าใส่ กสทช.ชุดนี้ เพื่อให้เร่งพิจารณาปิดดีลควบรวมครั้งประวัติศาสตร์นี้ให้ได้ภายในวันที่ 10 ส.ค. หรืออย่างช้าสุดภายในเดือน ส.ค.นี้ จนถึงขั้นที่มีการ“ร่อนใบสั่ง” ให้กสทช.พิจารณาไฟเขียวออกไป โดยไม่ต้องพะวงกับรายงานผลศึกษาของอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่กสทช.แต่งตั้งให้ดำเนินการศึกษาผลกระทบในช่วงก่อนหน้า รวมทั้งผลการจัดทำประชาพิจารณ์แบบวงจำกัด Focus Group และรายงานอื่นใดที่จะมากระทบต่อดีลควบรวมครั้งประวัติศาสตร์นี้
และถึงขั้นที่“เจ้าสัวน้อย”ถึงกับออกโรงแถลงต่อสื่อก่อนหน้า ดีลควบรวมครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าซื้อกิจการ กสทช.จึงไม่ได้มีอำนาจในการอนุมัติ แต่มีอำนาจในการสร้างเงื่อนไข หากไม่เห็นชอบและจะโต้แย้งต้องไปฟ้องศาลปกครอง ซึ่งไม่มีผู้ให้บริการรายใดอยากจะไปถึงจุดนั้น
ล่าสุดมีการยืมมือนักวิชาการ อย่าง ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ออกมาหนุนดีลควบรวมครั้งนี้อีกแรงว่า ดีลนี้จะส่งผลต่อการสร้างอำนาจอธิปไตยด้านเทคโนโลยี เพราะโทรคมนาคมช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 จะทำให้เกิด Economies of scale นำไปสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ และบริการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการขยายโครงข่าย 5จี อาจนำไปสู่การปรับลดราคาค่าบริการ ขณะเดียวกันยังสนับสนุน New S-Curve ที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงกลุ่มเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ
พร้อมกับย้ำว่า “เรามีหน่วยกำกับดูแล และคุ้มครองผู้บริโภค คือ กสทช. และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมดูแลราคาค่าบริการเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อน แต่สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาคือ เรื่องการบิดเบือนตลาดที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งนี้เพราะดัชนี HHI การกระจุกตัวไม่ใช่การมีอำนาจเหนือตลาด”
ก็คงต้องย้อนถามกลับไปยังอาจารย์ดร.สมชาย ด้วยว่า แล้วในตลาดสินค้าและบริการที่กระทรวงพาณิชย์ และ กขค.ไฟเขียวการควบรวมธุรกิจค่าปลีก -ค่าส่งให้กับกลุ่มทุนรายนี้ไปเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านั้น เป็นไปตามที่อาจารย์กำลังตีปี๊บอยู่นี้ด้วยหรือไม่ ช่วยตอบให้ประชาชนคนไทยชื่นสะดือแดทีเถอะ หรือเอาปากกามาวงว่าตรงไหนที่ประชาชนผู้บริโภคได้ประโยชน์!!!
ทุกวันนี้อาจารย์สามารถซื้อไข่ไก่ใน 7-11และแมคโคร โลตัส ในราคาแผงละ 100 บาท ได้ไหม เกิด Economy of Scale ที่สามาถลดต้นทุนต่างๆจนยังประโยชน์ต่อประชาชนผู้บริโภคได้หรือยัง เพราะในเมื่อกลไกการดูแลราคาสินค้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน การยังชีพของประชาชนยังล้มเหลวไม่เป็นท่ามาแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระอย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ยังริอ่านจะไปพิจารณาไฟเขียวดีลควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่าง “ทรู-และดีแทค” อีกหรือ? แค่ที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบันจนรัฐบาลถูกตราหน้าว่ารัฐบาล “เป็ดง่อย”เอื้อต่อนายทุนกันอีกหรือ ยังคิดว่าจะมีกลไกใดสกัดกั้นการ“ฮั้วราคา”ค่าบริการมือถือกันได้อีก!
ป่วยการที่จะอ้างว่า หลังจากการควบรวม และตั้งเป็นบริษัทเทคโนโลยีใหม่ จะทำให้ความครอบคลุมของสัญญาณที่กว้างขึ้น “แบนด์วิธ”กว้างขึ้น เสาสัญญาณจะมีมากร่วม 50,000 เสา สามารถรองรับการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น มีการเชื่อมโยงคลื่นความถี่ ใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้เกิดธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่ๆ มากมาย มีนวัตกรรมที่สูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต
ป่วยการที่จะมาตีฆ้องว่า ผลพวงการควบรวมจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทำให้เด็กนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ช่วยให้คุณครูที่มีศักยภาพจากในประเทศและจากทั่วโลกเข้าสู่ระบบออนไลน์ รวมถึงคนกลุ่มเปราะบางต่างๆ ก็จะได้รับโอกาสที่เท่าเทียม ตลอดจนสร้างโอกาสและรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME ในท้องถิ่นต่างๆ ได้ค้าขายผ่านออนไลน์ เติมเต็มและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ประเทศไทยจะเป็น Tech Hub ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนเรื่อง 5G หรือ 6G แต่เป็นเรื่องของ Cloud Technology, Software, Tech Startup
เพราะประชาชนคนไทยได้ประจักษ์ต่อสายตาตนเอง ผลงาน “ชิ้นโบแดง” ของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.) และกระทรวงพาณิชย์ที่ “ไฟเขียว” อนุมัติดีลควบรวมธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งยักษ์ให้กลุ่มทุนเจ้าสัวก่อนหน้านี้ จนทำให้ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งยักษ์ ที่มีอำนาจเหนือตลาดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงกว่า 50% ก่อนจะควบรวมกิจการเทสโก้โลตัสเข้ามาจนแทบจะกลืนตลาดค้าปลีก-ค้าส่งและโมเดิร์นเทรดแบบเบ็ดเสร็จ
ผลพวงของการควบรวมธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งในครั้งนั้น ยังตามหลอกหลอนประชาชนคนไทยจนวันนี้ เพราะเมื่อประชาชนคนไทยต้องเผชิญกับวิกฤตราคาสินค้า เผชิญปัญหาข้าวยากหมากแพง และผลกระทบจากราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งกระฉูด ผลักดันให้ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาบ้าระห่ำ ทำเอาประชาชนผู้บริโภคเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่สามารถจะพึ่งพากลไกของภาครัฐและกระทรวงพาณิชย์ที่เคยใช้ถ่วงดุลราคาสินค้า หรือสร้างสมดุลด้านราคาสินค้าใดๆ ได้
ก็คงด้วยเหตุนี้ เมื่อกลุ่มทุนของเจ้าสัวรุกคืบจะดำเนินการขอควบรวมกิจการทรูและดีแทคเพื่อหวังผงาดเป็นกิจการเบอร์ต้นของตลาดโทรคมนาคม กระแสคัดค้าน และวิพากษ์วิจารณ์จากทุกภาคส่วนจึงโหมกระหน่ำสู่หน่วยงานกำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างหนักหน่วง ด้วยไม่เชื่อน้ำยาว่าผลพวงแห่งการควบรวม จะสามารถปกปักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชสนผู้บริโภคและผู้ใช้บริการอย่างที่กำลังตีฆ้องร้องป่าวนี้ได้
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นักวิชาการแถวหน้าที่ออกมายืนซดกับกลุ่มทุนยักษ์ ยังคงยืนยันนั่งยันการคัดค้านดีลควบรวมกิจการในครั้งนี้ โดยระบุว่าถ้าปล่อยให้เกิดการควบรวมเกิดขึ้นได้ คนที่ทำมาหากินกับการค้าขายออนไลน์ คนตัวเล็ก ตัวน้อยต่อไปก็จะต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ ค่ามือถือ ค่าอินเตอร์เน็ตที่แพง ก็จะยิ่งมีเงินในกระเป๋าน้อยลงไปอีก จึงไม่อยากให้มีการควบรวมในกรณีแบบนี้
ส่วนเหตุผลในการควบรวมของ 2ยักษ์สื่อสารที่อ้างว่า จะทำให้สภาพการแข่งขันเปลี่ยนไป หากผู้ให้บริการในไทยลดจาก 3 ราย เหลือ 2 รายนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก จากผลการศึกษาโดยทั่วไประบุว่า หากเปลี่ยนจากผู้ให้บริการจาก 4 รายเหลือ 3 ราย ค่าบริการจะปรับขึ้น 5-6% แต่หากเปลี่ยนจาก 3 รายเหลือ 2 รายค่าบริการจะปรับขึ้นเป็น 20-30% ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าหากมีการปรับลดลงในส่วนของผู้ให้บริการหนึ่งรายแล้ว จะมีผลกระทบกับผู้บริโภคเหมือนกัน เพราะยิ่งเหลือน้อยรายเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตราย
คงต้องเตือนกสทช.ชุดนี้ที่กำลังควานหาผลงาน “ชิ้นโบแดง”อย่างเป็นรูปธรรมอยู่อย่างที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่าง ทรู กับ ดีเทค ออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ว่า บอร์ด กสทช.ควรต้องพิจารณากรณีนี้อย่างรอบคอบ คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก
โดยนำเอาความคิดเห็นของกรรมาธิการฯ องค์กรภาคประชาชน และนักวิชาการ หรือแม้แต่คณะอนุกรรมการเสียงข้างมากที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมาประกอบการพิจารณา โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มทุนเป็นหลัก
เพราะหากคิดจะรวบรัด ทำให้จบอย่างรวดเร็วตามใบสั่งของ“ใครบางคน” ก็เชื่อแน่ว่าบอร์ด กสทช.คงได้ฉลองผลงานชิ้นโบแดงครั้งนี้แบบ “นอนไม่หลับไปตลอดศกแน่ เชื่อเหอะผมเรียนมา”!!!


