นิวยอร์ก, 5 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันอาทิตย์ (4 ก.ค.) หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีตเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่ากลุ่มมิลเลนเนียล (ผู้ที่เกิดในช่วงปี 1980 – 2003) ในสหรัฐฯ บางส่วนกำลังประสบปัญหาในการ “ซื้อบ้านหลังแรก”
เป็นเวลานานมากแล้วที่การเป็นเจ้าของบ้านสำหรับครอบครัวเดี่ยว (starter homes) ในสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ทำได้โดยไม่ยากเย็น เนื่องจากมีบ้านขนาดเล็กและราคาย่อมเยา เอื้อให้รุ่นใหม่หาซื้อเพื่อสร้างความมั่งคั่งและรองรับสมาชิกครอบครัวที่เพิ่มขึ้น ทว่ากลับมีหลายปัจจัยที่เข้ามาปั่นป่วนแนวโน้มที่ยาวนานหลายทศวรรษนี้
รายงานระบุว่าความต้องการซื้อ “บ้านหลังแรก” ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ทศวรรษ เนื่องจากราคาบ้านที่พุ่งสูงขึ้นและการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าจำนวนบ้านหลังแรกที่มีขนาดเล็กและราคาย่อมเยา มีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของผู้คนในหลายภูมิภาค
นอกจากนี้ การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) และภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดตามมา บวกกับวิกฤตหนี้สินของนักศึกษาและการสร้างครอบครัวที่ล่าช้า มีส่วนสร้างความคับข้องใจและความสิ้นหวังในหมู่ชาวสหรัฐฯ วัยหนุ่มสาวที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติสหรัฐฯ (National Association of Realtors) รายงานว่าในปี 2020 อายุเฉลี่ยของผู้ซื้อบ้านครั้งแรกในสหรัฐฯ อยู่ที่ 33 ปี เพิ่มขึ้นจาก 30 ปี เมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อสถานะด้านการเงินของผู้ซื้อ
ก่อนหน้านี้ เดอะวอลล์สตรีตเจอร์นัลเคยรายงานว่า นอกจากจะต้องแย่งกับผู้หาซื้อบ้านรายอื่นแล้ว บางครั้งชาวสหรัฐฯ กลุ่มนี้ก็ยังต้องแย่งซื้อบ้านกับนักลงทุน กองทุนบริหารความเสี่ยง และบริษัทรายใหญ่อื่นๆ ด้วย
รายงานยังระบุว่า “ขณะที่ฤดูซื้อขายบ้านช่วงหน้าร้อนกำลังสิ้นสุดลง ผู้ตั้งเป้าซื้อบ้านบางคนรู้สึกว่าพวกเขาอาจจะต้องหาห้องเช่าที่พอจะตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้หรือพักการหาบ้านไว้ก่อน เพื่อรอหาซื้อตอนที่ราคาปรับลดลง


