ฝ้า กระ จุดด่างดำ เป็นหนึ่งในปัญหาผิวหน้าที่
แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนั
ฝ้า เกิดจากการที่เม็ดสีเมลานิน (Melanin) ทำงานมากเกินไป จึงทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยแสงแดดเป็นสาเหตุสำคัญที่
ประเภทของฝ้า
- ฝ้าชนิดตื้น จะอยู่ในระดับชั้นผิวกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) ฝ้าชนิดนี้จะเป็นสีน้ำตาล หรือดำ ขอบเขตชัดเจน เกิดขึ้นได้ง่าย ใช้เวลาไม่นานในการรักษา
- ฝ้าแบบลึก จะอยู่ในระดับที่ลึกกว่าชั้นผิ
วกำพร้า อยู่ในชั้นหนังแท้ ฝ้าชนิดนี้มีขอบเขตไม่ชัดเจน มักเป็นสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเทา สีน้ำตาลอมม่วง ฝ้าชนิดนี้รักษาได้ยาก - ฝ้าผสม (Mixed Type) คือมีการผสมกันทั้งฝ้าชนิดตื้น และชนิดลึก เป็นชนิดที่พบมากที่สุด
กระ มีลักษณะการเกิดคล้ายกับฝ้าคือ เม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานผิดปกติ จึงทำให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีน้ำ
ประเภทของกระ
- กระตื้น มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล ขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร กระจายอยู่ทั่วใบหน้า และร่างกาย
- กระลึก มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เกิดขึ้นบนชั้นผิวหนังชั้นแท้ ซึ่งอยู่ลึกกว่ากระตื้น
- กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ สีน้ำตาลไปจนถึงสีดำ สามารถเกิดขึ้นได้บนทุกส่
วนของร่างกาย เช่น ใบหน้า ลำคอ ไปจนถึงลำตัว - กระแดด มีลักษณะเป็นวงกลมสีน้ำตาล และเรียบแนบกับผิว
การรักษา ฝ้า กระ และรอยดำบนใบหน้ามี 5 วิธีดังนี้
- การรักษาด้วยยา ได้ผลดีในฝ้าตื้นมากกว่าฝ้าลึก การใช้ยาอย่างต่อเนื่องถึง 6 เดือน จะเห็นผลชัดเจนขึ้น ส่วนฝ้าลึกนั้นรักษาค่อนข้างยาก โดยมากต้องรักษาด้วยวิธีการอย่
างอื่นร่วมด้วย สำหรับยาทาที่ใช้ในการรักษาฝ้า เช่น
- ยากลุ่มไฮโดรควินโนน (Hydroquinone) เป็นยาที่ใช้ในการรักษาฝ้าเป็
นหลัก โดยยาชนิดนี้ จะเป็นตัวลดการสร้างเม็ดสี ของเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง โดยไปยับยั้ง เอนไซม์ที่ช่วยในการสร้างเม็ดสี (Tyrosinase) แต่มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ การใช้ยากลุ่มฮโดรควิโนนต้องอยู่ ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น - ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (Retinoic Acid) สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ดี แต่สามารถก่อให้เกิดการระคายเคื
องได้ เช่น ผิวแห้งลอก แดง จึงควรเริ่มด้วยการใช้ยาในปริ มาณน้อย ๆ หรือใช้คืนเว้นคืนก่อน - ยากลุ่มทรานซามิก (Tranexamic Acid) ซึ่งมีทั้งแบบรับประทาน และยาทา โดยออกฤทธิ์ผ่านกลไกลดการอั
กเสบใต้ผิวหนัง ทำให้การสร้างเม็ดสีของผิวหนั งลดลง ฝ้าจึงจางลดลง - ยาทาในกลุ่มกรดผลไม้ เช่น Glycolic Acid และ Whitening cream เช่น กรดอะเซเลอิก (Azelaic acid), อาร์บูติน Arbutin, วิตามิน C, Licorice , วิตามิน B3 (Niacinamide), Kojic Acid (กรดโคจิก)
- การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) ต้องทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่
านั้น เพราะสามารถก่อให้เกิดแผลเป็ นถาวรได้ จากการลอกชั้นผิวที่ลึกเกินไป หลังการลอกผิวควรหลีกเลี่ ยงการสัมผัสแสงแดด - การผลัดเซลล์ผิว ทั้งจากการใช้แรงดันจากผงคริสตั
ล (Micro Peel) การผลัดเซลล์ผิวด้วยการใช้หัวขั ดผิว Diamond (Diamond Peel) รวมถึงการผลักยาเข้าสู่ชั้นผิ วหนังด้วยการใช้คลื่นเสียง หรือกระแสไฟฟ้า - การใช้แทคโนโลยีในเรื่
องของเลเซอร์ และแสงที่มีความเข้มข้นสูง ที่ช่วยในการรักษากระ ฝ้า รอยดำ และรอยแดง เช่น Q-switched Nd: YAG laser, Q-switched ruby laser, Picosecond Laser และแสงที่มีความเข้มข้นสูง IPL (Intense pulsed light) เป็นเทคโนโลยีเพื่อความงามด้ านผิวพรรณ ด้วยการใช้แสงที่มีความเข้มข้ นสูง ในการกระตุ้นการสร้ างคอลลาเจนให้ผิวสวยใส ดูอ่อนวัย พร้อมทำลายเฉพาะเม็ดสีส่วนเกิ นในชั้นหนังกำพร้า เราสามารถใช้ IPL ในการรักษากระ กระแดด รอยดำ และรอยแดงหลังหายจากสิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น 
การจะเลือกใช้เลเซอร์ชนิ
- การทาครีมกันแดด เราควรทาครีมกันแดดที่สามารถป้
องกันได้ทั้ง UVA, UVB, Visible Light และ Infrared ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ รอยดำ และริ้วรอยต่าง ๆ ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และทาก่อนออกโดนแดดอย่างน้อย 30 นาที การทาครีมกันแดดควรทาให้ปริ มาณที่เพียงพอ โดยมีหลักง่าย ๆ คือทาทั่วหน้าจะใช้ครีมกั นแดดประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ แต่หากทาทั่วหน้า และลำคอ จะใช้ครีมกันแดดประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ในกรณีที่เป็นฝ้า หรือต้องโดนแสงแดดมาก ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อยประมาณ 30 ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00 น.เพราะเป็นเวลาที่แสงแดดแรงที่ สุด แต่หากจำเป็นต้องทำกิ จกรรมกลางแจ้ง นอกจากการทาครีมกันแดดเพื่ อการปกป้องผิวแล้ว ควรใส่หมวกปีกกว้าง ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ร่มกันแดด และสวมใส่แว่นกันแดด ในการป้องกันผิวจากแสงแดดให้ได้ มากที่สุด




