หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง จนเข้าสู่จุดสูงสุดในรอบ 16 ปีเมื่อวานนี้ (3 พ.ค. 2566) ด้วยเหตุผลรักษาเสถียรภาพอัตราเงินเฟ้อ แต่กลับมีธนาคารจำนวนหนึ่งซวนเซล้มไม่เป็นท่า ผู้เชี่ยวชาญการเงินจากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ไม่เหนือความคาดหมาย การกำกับดูแลอ่อนแอนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องจนคนแห่ถอนเงินเกลี้ยง
รศ.ดร.พรชนก คัมภีรยส คูเวนเบิร์ค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เหตุการณ์ธนาคารภูมิภาค (Regional Bank) ในสหรัฐฯ ล้มติดต่อกันในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทั้ง Silvergate Bank, Silicon Valley Bank (SVB), Signature Bank และล่าสุดคือ First Republic Bank ว่า มีส่วนเกิดจากดอกเบี้ยขาขึ้นทำให้งบดุลหรืองบแสดงฐานะการเงิน (Balance sheet) ของธนาคารดูแย่ลง ฝั่งสินทรัพย์ (Assets) เช่น เงินกู้ (Loans) และตราสารหนี้ (Debt Securities) ที่อยู่ในมือธนาคารจะมีมูลค่าลดลง ขณะที่ภาระหนี้สิน (Liabilities) ของธนาคารเพิ่มขึ้น จากการแข่งขันเพื่อหาเงินฝากหรือการกู้ยืมเงินของธนาคารที่มีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้เฟดจะส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่มรสุมในวงการธนาคารเหล่านี้ยังคงอยู่ และความเสียหายจะโผล่ออกมาในงบการเงินไตรมาสถัด ๆ ไป
ยกตัวอย่างกรณี SVB ล้ม เพราะขาดทุนจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว ทำให้ความไม่มั่นใจใน First Republic ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะทั้งสองมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยในไตรมาสแรกปีนี้ เงินฝากของ First Republic ลดลงไปกว่า 40% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 และราคาหุ้นตกไปถึง 88.5% ในเดือนมีนาคม ทั้งสองธนาคารมีขนาดใกล้เคียงกันและมีการกระจุกตัวของกลุ่มผู้ฝากเงินเหมือนกัน คือ ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่มีเงินฝากปริมาณมาก มากเกินความคุ้มครองเงินฝากของ Federal Deposit Insurance (FDI) ซึ่งคุ้มครองที่ $250,000
“เมื่องบฐานะการเงินของธนาคารดูไม่ดี ผู้ฝากเงินก็ย้ายการลงทุนแห่ถอนเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปลงทุนในกองทุนตลาดเงิน (Money-market fund) ซึ่งเป็นตัวเลือกการลงทุนที่มีความปลอดภัย สภาพคล่องสูง และให้ผลตอบแทนสูงในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น”
การถอนเงินของผู้ฝากเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ ซึ่งการป้องกันการลุกลามของปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ฝากเงิน คือ ธนาคารต้องมีแผนรับมือและเงินทุนเพียงพอ อันเป็นหัวใจของการใช้หลักเกณฑ์ Basel III เพื่อรับมือกับวิกฤตการขาดสภาพคล่อง แต่ทั้ง SVB และ First Republic ได้รับการยกเว้นจากกฎข้อบังคับเหล่านี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นธนาคารขนาดกลางระดับภูมิภาค เมื่อเผชิญกับวิกฤตแห่ถอนเงิน (Bank run) จึงมีจุดจบอย่างที่เห็น
การกำกับดูแลอ่อนแอ คนแห่ถอนเงิน
นอกจากการดำเนินงานของธนาคารที่ขาดการกำกับดูแล วิกฤตธนาคารสหรัฐ ฯ ล้มรอบนี้ ยังเป็นช่วงที่หลายปัญหาเกิดขึ้นประจวบเหมาะพร้อมกัน ทั้งการนำเงินฝากระยะสั้นไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว ปล่อยกู้ระยะยาว ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการกระจุกตัวของผู้ฝากเงินที่มีความอ่อนไหวต่อสถานะทางการเงินของธนาคาร กรณีของ Silvergate Bank และ Signature Bank เป็นธนาคารที่เน้นปล่อยกู้และรับฝากในอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี เมื่ออุตสาหกรรมนี้ชะลอตัว ย่อมส่งผลกับธนาคาร
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พรชนก มองว่าเป็นปัญหาเฉพาะของธนาคารขนาดกลางที่ขาดการกำกับดูแลในสหรัฐฯ ส่วนระบบธนาคารในภาพรวมน่าจะไม่มีปัญหาขนาดนั้น ยังมีธนาคารที่ฐานะการเงินดี เราจึงยังเห็นการเข้าซื้อกิจการของธนาคารที่มีปัญหา (Take over) และ ทางการของสหรัฐฯ ประกาศคุ้มครองเงินฝากของประชาชน 100% พร้อมออกมาตราการ Bank Term Funding Program เพื่อให้สถาบันการเงินที่มีปัญหาสภาพคล่องสามารถกู้ยืมจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เท่ากับมูลค่าหน้าตั๋ว (Face Value) ของพันธบัตรรัฐบาลที่นำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
“ไม่ได้มองว่าเป็นการอุ้มธนาคารที่มีปัญหา เป็นการเข้าดูแลผู้ฝากเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้สถาบันการเงินมากกว่า เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินต่อไปได้ เท่าที่เห็นไม่มีมาตรการช่วยเหลือดูแลนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของธนาคาร”
ผลต่อวงการธนาคารไทย
เนื่องจากวิกฤตธนาคารในสหรัฐฯ รอบนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก ไม่น่ามีความเชื่อโยงโดยตรงกับระบบการเงินการธนาคารของไทย บัญชีเงินบาทส่วนใหญ่ (ประมาณ 98% ของผู้ฝากทั้งระบบ) อยู่ภายใต้ระบบคุ้มครองเงินฝาก ช่วยลดโอกาสการแห่ถอนเงินค่อนข้างมาก และจากอดีตที่ผ่านมาการเกิด Bank run ทั้งระบบเป็นไปได้น้อยมาก มักเป็นลักษณะเฉพาะตัวของสถาบันการเงิน (Idiosyncratic) ที่สถานะทางการเงินมีปัญหา
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลเสถียรภาพของสถาบันการเงินและระบบการเงิน อาทิ หลักเกณฑ์ Basel III เพื่อป้องกันปัญหาการขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้สถาบันการเงินถือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเพียงพอที่จะดำเนินการได้ 30 วันในภาวะวิกฤต (ตาม Liquidity Coverage Ratio) รวมถึงบริหารแหล่งที่มาของเงินทุนและความต้องการใช้เงินทุนให้มีระยะเวลาสอดคล้องกัน (ตาม Net Stable Funding Ration)
อย่างไรก็ตาม เราในฐานะผู้ฝากเงินควรรู้ว่าธนาคารนำเงินของเราไปทำอะไร และผู้กำกับดูแลต้องติดตามสถาบันการเงินว่าปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ครบถ้วน หรือมีการหลีกเลี่ยงกฏหรือไม่ เช่น การบิดเบือนราคาซื้อขายบ้านเพื่อให้สามารถกู้ซื้อบ้านได้เต็มจำนวน แทนการวางเงินดาวน์ขั้นต่ำตามหลักเกณฑ์ Loan to Value รวมถึง ควรมีการเฝ้าระวังสถาบันการเงินนอกการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยว่ามีช่องโหว่ของกฎระเบียบที่จะนำไปสู่ปัญหาอย่างในสหรัฐฯหรือไม่


