เอสซีจี แถลงผลประกอบการ ไตรมาส 2 ปี 2566 ฟื้นตัวท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน เตรียมดัน SCG Decor เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

​กรุงเทพฯ : 27 กรกฎาคม 2566 – ผลประกอบการเอสซีจี ไตรมาส 2 ปี 2566 ฟื้นตัวจากการเร่งปรับตัวตามแผนงาน ท่ามกลางเศรษฐกิจอาเซียน จีน โลกชะลอตัว เตรียมคว้าโอกาสรับตลาดโลกฟื้นด้วย 4 ธุรกิจรับเมกะเทรนด์โลก โครงการปิโตรเคมีครบวงจรใหญ่สุดในเวียดนามผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงป้อนตลาดในภูมิภาค – Bio-based Plastic
จากชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับ ย่อยสลายได้ – วัสดุกักเก็บความร้อนจากพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมลดคาร์บอน –  SCG Decor ปักธงเบอร์ 1 ในอาเซียน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจโลก จีนและอาเซียน ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ เอสซีจีได้เร่งปรับตัวต่อเนื่องตามแผนงานด้วยการลดต้นทุน เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) และสินค้ากรีน ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ด้วยอานิสงส์จากการท่องเที่ยว ตลาดวัสดุก่อสร้างดีขึ้นโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว  ส่งผลให้ผลประกอบการเอสซีจีดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ผ่านมา สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566  เอสซีจีมีรายได้ 124,631 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 8,082 ล้านบาท  กำไรจากการดำเนินงาน5,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน  จากปริมาณการขายสินค้าพอลิโอเลฟินส์เพิ่มขึ้นในธุรกิจเคมิคอลส์ และต้นทุนพลังงานที่ลดลง เอสซีจี เตรียมคว้าโอกาสตลาดโลกฟื้นด้วยการเร่งเครื่อง 4 ธุรกิจตอบเมกะเทรนด์โลก  ได้แก่  1. โครงการปิโตรเคมีครบวงจร
ใหญ่สุดในเวียดนาม ฐานผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพสูง ผลิตนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ–ปลายน้ำ ป้อนตลาดโลก ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว 2. ผนึกกำลังกับคู่ธุรกิจชั้นนำระดับโลกด้านนวัตกรรมกรีน ยกระดับ Green Innovation ตอบโจทย์ความต้องการตลาดโลก และสอดคล้องกับเทรนด์ ESG  ได้แก่ นวัตกรรม ‘Bio–based Plastic จากชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับ’ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงผลิตเป็นวัตถุดิบสำหรับพลาสติก Bio–PET ที่ย่อยสลายได้ 3. ลงทุนในเทคโนโลยีวัสดุกักเก็บความร้อนจากพลังงานสะอาด ที่เก็บอุณหภูมิได้สูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่ความร้อน ตอบโจทย์
การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมสีเขียว ตามเป้าหมาย Net Zero และ 4. เตรียม SCG Decor เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ก้าวสู่ผู้นำตลาดอาเซียนด้านวัสดุตกแต่งผิว และสุขภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม Smart Bathroom โดยมูลค่าตลาดอาเซียนมีโอกาสโตสูงถึง 78,000 ล้านบาทในปี 2569  

     

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีบริหารต้นทุนพลังงานได้ดีในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน โดย 6 เดือนแรกของปี 2566 โดยเฉพาะธุรกิจซีเมนต์ในประเทศไทยได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนได้ร้อยละ 40นอกจากนี้ ธุรกิจพลังงานสะอาด SCG Cleanergy ซึ่งให้บริการซื้อ-ขายไฟฟ้าครบวงจรสำหรับภาครัฐ ธุรกิจและอุตสาหกรรม เติบโตต่อเนื่อง โดดเด่นด้วยระบบเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid เริ่มใช้งานแล้วที่กลุ่มบริษัทสหยูเนี่ยน บางปะกง ทั้งนี้เอสซีจีมีการติดตั้งโซลาร์สำหรับใช้ภายใน และส่วนที่ให้บริการกับภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชนผ่าน SCG Cleanergy คิดเป็นกำลังการผลิตรวมอยู่ที่
231 เมกะวัตต์ ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 ขณะเดียวกันเอสซีจียังได้ลงทุนใน Rondo Energy สตาร์ทอัพด้านพลังงานสะอาดระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา ร่วมวางแผนผลิตวัสดุกักเก็บความร้อน (Thermal Media) สามารถกักเก็บความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่ความร้อน (Rondo Heat Battery) นำพลังงานแสงอาทิตย์มาเก็บเป็นความร้อน ใช้ในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ตามแนวทาง ESG นอกจากนี้ กลุ่มไทยเบฟและเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ได้ร่วมลงทุนใน NocNoc ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ เพื่อขยายธุรกิจทั้งในไทยและอาเซียนโดยตั้งเป้าสิ้นปี 2566 เติบโตเป็น 5,000 ล้านบาท”

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า “ยอดขายรวมของ SCGC ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จากปริมาณการขายสินค้าพอลิโอเลฟินส์ที่เพิ่มขึ้น และส่วนต่างราคาสินค้าบางชนิดเพิ่มขึ้น ล่าสุด โครงการปิโตรเคมีครบวงจร LSP เวียดนาม  อยู่ระหว่างการทดสอบระบบต่างๆ ภายในโรงงาน เพื่อเตรียมพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ต่อไป  ขณะเดียวกันได้ผนึกกำลัง 2 ผู้นำเทคโนโลยีกรีนพลาสติกของโลก  บริษัท Avantium N.V. จากเนเธอร์แลนด์ และ บริษัท ไอเอชไอ (IHI) จากญี่ปุ่น  เตรียมสร้างโรงงานต้นแบบนำก๊าซCO2
มาแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรักษ์โลก รวมถึงพัฒนาเป็นวัตถุดิบทางเลือกอื่นๆ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ”

นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจีกล่าวว่า  “เศรษฐกิจอาเซียนชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อยอดขายทั้งกลุ่มธุรกิจ ประกอบกับไม่รวมยอดขายของ SCG Logistics เนื่องจากได้รวมกิจการกับ JWD
ในไตรมาสแรก ในขณะที่ยอดขายธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างลดลงเล็กน้อย แต่คาดว่ากำลังซื้อจะกลับมาโดยเฉพาะนวัตกรรมสินค้า บริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่า สะดวก ปลอดภัย รักษ์โลก ประกอบกับอาเซียนมีประชากรกว่า
560 ล้านคน เอสซีจีเตรียมคว้าโอกาสนำ SCG Decor เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ  ปักธงเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน ชูนวัตกรรม Smart Bathroom โดยมูลค่าตลาดอาเซียนมีโอกาสสูงถึง78,000 ล้านบาท ในปี 2569 ”    

​นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า  “ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปี 2566 สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มาจากการวางกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุน
อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน SCGP ได้ทุ่มเทในการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยอยู่ระหว่างการพัฒนา Bio-based Plastic จากชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับ ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากอเมริกา Origin Materials
ซึ่งผลทดสอบล่าสุดได้ผ่านขั้นตอนที่ 1 การทดสอบในห้องปฏิบัติการ และขั้นตอนที่ 2 การปรับคุณสมบัติที่เหมาะสม พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 Pilot Plant และเลือกพันธมิตรเพื่อร่วมมือพัฒนาในขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ยังได้ทำการวิจัยและพัฒนา Biodegradable Wooden Foodservice Packaging จากไม้ยูคาลิปตัส เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรทดแทน ตอบโจทย์เทรนด์การใช้บรรจุภัณฑ์อาหารรักษ์โลก และเพิ่มมูลค่าให้แก่ไม้ยูคาลิปตัส สร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตั้งแต่ต้นทางการปลูกจนถึงการแปรรูปไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”

งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ไตรมาส 2 ประจำปี 2566 มีดังนี้

เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 124,631 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน  โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขายลดลง ในขณะที่ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากปริมาณขาย
ที่เพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 8,082 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 51 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากมีกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน SCG Logistics จากการรวมธุรกิจ SCGJWD Logistics ในไตรมาสก่อน ทั้งนี้ มีกำไรที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Profit excluding extra items) 5,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีรายได้เงินปันผลรับจากการลงทุน
ในธุรกิจอื่น (ธุรกิจยานยนต์) 

ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2566 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 253,379 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลงของทุกกลุ่มธุรกิจจากสถานการณ์ตลาดที่อ่อนตัว มีกำไรสำหรับงวด 24,608 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ขณะที่มีกำไรที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Profit excluding extra items) 9,786 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 49 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  

สำหรับสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High–Value Added Products & Services – HVA) ในครึ่งปีแรกของปี 2566  มีรายได้ 86,411 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34 ของรายได้จากการขายรวม  ยอดขายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Green Choice 137,258
ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54 ของรายได้จากการขายรวม

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในครึ่งปีแรกของปี 2566 ทั้งสิ้น 108,672 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43ของรายได้จากการขายรวม  

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีมูลค่า 942,018 ล้านบาท โดยร้อยละ 45 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน (ไม่รวมไทย) 

 ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 2566 และ ครึ่งปีแรกของปี 2566 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 48,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณขายพอลิโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น กำไรสำหรับงวด 741 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 45 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาขายลดลง

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2566 ธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) มีรายได้จากการขาย 95,560 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 30 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,097 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 71 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง ประกอบกับปริมาณขายและส่วนต่างราคาขายลดลง 

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 46,432 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากไม่รวมยอดขายของ SCG Logistics เนื่องจากได้รวมกิจการกับ JWD ในไตรมาสแรกรวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทยที่ถดถอย โดยมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,250 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 35 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่ถดถอย 

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2566 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 97,232 ล้านบาท
ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 14,713 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,302 ล้านบาท จากช่วงเดียวกัน
ของปีก่อน โดยผลการดำเนินงานแบ่งตามธุรกิจ ดังนี้ 

• ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย21,340 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยครึ่งปีแรกของปี 2566 ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน มีรายได้จากการขาย 44,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
• ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 6,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยครึ่งปีแรกของปี 2566 ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง มีรายได้จากการขาย 12,956
ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
• ธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย31,049 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยครึ่งปีแรกของปี 2566 ธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์  รีเทล มีรายได้จากการขาย 64,025 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 32,216 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุจากปริมาณขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง โดยเป็นผลกระทบจากช่วงวันหยุดเทศกาลโดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่รายได้จากการขายสำหรับบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์กับบรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รายได้จากการขายลดลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์ทั้งจากตลาดในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็นโดยมีกำไรสำหรับงวด 1,485 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุหลักจากราคาขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์และเยื่อกระดาษในภูมิภาคปรับตัวลง ทั้งนี้กำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงานลดลง และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2566 ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) มีรายได้จากการขายรวม 65,945 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณและราคาขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง ในช่วงที่
อุปสงค์ของบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนและตลาดส่งออกยังชะลอตัว โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,705 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากราคาขายที่ลดลง โดยเฉพาะกระดาษบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับรายได้จากการขาย 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2566 ในอัตรา 2.5  บาทต่อหุ้น เป็นเงิน 3,000  ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 25 สิงหาคม 2566 กำหนดผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวัน 9 สิงหาคม 2566   และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 10 สิงหาคม 2566  

“นอกจากปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังปรากฏการณ์ภัยแล้งเอลนีโญ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงสิงหาคมปีนี้ถึงปลายปีหน้า อย่างไรก็ตาม สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. คาดการณ์ว่า ในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมปีนี้
จะมีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ ทุกภาคส่วนควรกักเก็บน้ำสำรองไว้ให้มากที่สุด และใช้น้ำกันอย่างประหยัด  เพราะปีหน้าอาจเกิดเอลนีโญระดับรุนแรง และเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร ท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรม” นายรุ่งโรจน์กล่าว

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/EM5Do
More
articles