สัญญาณแล้งนี้…เมื่อโลกไม่มีวันเหมือนเดิม

ไม่นานนี้ผู้อ่านคงพอทราบข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นทั่วโลกติด ๆ กัน ต้นเหตุมาจากปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงสร้างความเสียหายในหลายประเทศชัดขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยเองก็เจอสถานการณ์เมฆดำทะมึนรูปร่างแปลกหอบฝนมาแต่เช้า ทำให้น้ำท่วมหนักไปทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง วันนี้เลยอยากชวนผู้อ่านลองมาดูว่า ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างในโลก และสัญญาณนี้กำลังบอกเราว่า โลกจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอย่างไร

จีนกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

ประเทศจีนเจอคลื่นความร้อนรุนแรงและฝนไม่ยอมตกยาวนานมากสุดนับตั้งแต่ปี 1961 อุณหภูมิเฉลี่ยช่วงฤดูร้อนปีนี้สูงเกิน 40 องศาเซลเซียสนานกว่า 70 วัน ภัยแล้งรอบนี้กระทบประชากรจีนกว่า 900 ล้านคนใน 17 มณฑล ครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งของประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้ ส่งผลต่อการผลิตเกษตร การผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ ระบบชลประทานและน้ำดื่ม โรงงานผลิตสินค้าต่าง ๆ และการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำแยงซีลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1865 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตไฟฟ้าในมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลักราว 30% ของการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั้งประเทศ เขื่อนหลักสามารถผลิตไฟฟ้าเหลือแค่ครึ่งเดียวจากระดับปกติ 900 ล้านกิโลวัตต์ต่อวัน ทำให้โรงงานผลิตในหลายมณฑลใกล้เคียงขาดแคลนไฟฟ้าจนต้องปิดตัวชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่จีนเป็นโรงงานป้อนวัตถุดิบสู่ตลาดโลก เช่น ชิปประมวลผล แผงโซล่าเซลล์ รถยนต์

 

ยุโรปกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

ยุโรปก็เจอปัญหาคลื่นความร้อนและอากาศแล้งรุนแรงสุดในรอบ 500 ปี โดยเฉพาะสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน ข้อมูลจาก The European Drought Observatory ชี้ว่า 64% ของพื้นที่ในสหภาพยุโรปส่งสัญญาณเตือนความแห้งแล้งระดับ warning และ extreme ทำให้เกิดไฟป่าบ่อยขึ้น 5 เท่าเทียบกับช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผลผลิตเกษตรลดลง และระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักลดลงมาก เช่น แม่น้ำไรน์ ซึ่งมีค่าดัชนี Low-Flow Index ลดลงไปอยู่ในระดับต่ำเข้าขั้น very rare และ extremely rare เกือบตลอดสาย นอกจากนี้ การผลิตพลังงานนิวเคลียร์ในบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 70% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าในประเทศก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำการอน (Garonne) ในกระบวนการผลิต แต่อุณหภูมิน้ำที่สูงจนไม่สามารถนำมาใช้หล่อความเย็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ ทำให้ต้องปิดโรงงานชั่วคราว กระทบกำลังการผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในประเทศ


สหรัฐฯ กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

สหรัฐฯ ในรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐในฝั่งตะวันตกก็เจอปัญหาอากาศแล้งผิดปกติรุนแรงสุดในรอบ 1,200 ปี กินพื้นที่ 43% ของประเทศ คลื่นความร้อนสูงจัดกว่า 45 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดไฟป่าในบางพื้นที่จนกระทบระบบสายส่งและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อากาศร้อนมากทำให้คนเปิดแอร์ใช้ไฟปริมาณสูงมากจนทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรบางช่วง แม่น้ำโคโลราโดและแหล่งกักเก็บใกล้เคียงมีระดับน้ำน้อยลงไปมากจนกระทบการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำและระบบชลประทาน ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียต้องประกาศข้อบังคับฉุกเฉินจำกัดการใช้น้ำของประชาชนอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ 2 มิ.ย. ขณะที่อีกฟากในรัฐจอร์เจียกลับเผชิญภาวะน้ำท่วมรุนแรงฉับพลันเป็นผลจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง เช่นเดียวกับปากีสถานที่เจอสถานการณ์ตรงกันข้าม ฝนตกหนักไม่หยุดและเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อธารน้ำแข็งในประเทศละลายลงมาเสริมแรงลมมรสุม น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ กระทบผู้ประสบภัยมากกว่า 33 ล้านคน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และพื้นที่เพาะปลูก โดยรัฐบาลปากีสถานประเมินความเสียหายครั้งนี้เบื้องต้นประมาณ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อนาคตโลกต้องเผชิญภัยแล้งรุนแรงขึ้น

องค์การสหประชาชาติ (United Nation: UN) ประเมินไว้ว่า ภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้าจะมี 129 ประเทศที่ต้องเผชิญภัยแล้งรุนแรงขึ้น ยิ่งประเทศที่มีประชากรมากจะประสบภาวะขาดแคลนน้ำและอาหารรุนแรงกว่า โดยในปี 2030 UN คาดว่าประชากรโลก 700 ล้านคนจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรุนแรง และจะเพิ่มเป็น 3 ใน 4 ของจำนวนประชากรโลกในปี 2050 นอกจากนี้ UN ได้เสนอทางออกให้ประเทศต่าง ๆ วางนโยบายคืนสภาพฟื้นฟูดิน (land restoration) วางระบบการบริหารจัดการน้ำกักเก็บน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับกระบวนการบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติให้เป็น proactive และ risk-based approach แทนที่แบบ reactive และ crisis-based approach ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/Au3SB
More
articles