ดร.สุชาติ ชี้ ‘ยกเลิกแบงก์พัน’ หยุดคอรัปชั่น-เงินเทาไม่ได้! ซ้ำกระทบเศรษฐกิจและประชาชน

เตือน การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท ประชาชนเดือดร้อน แต่คนโกงอาจรอด แถมรัฐบาลเสียความเชื่อมั่น

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ Bangkok Wealth & Biz ว่า กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท รุ่นเก่า 2 รุ่น ซึ่งมีอายุประมาณ 20–30 ปี มูลค่ารวมราว 140,000 ล้านบาท (คิดเป็น 5.1% ของมูลค่าธนบัตรหมุนเวียนทั้งหมดในปัจุบัน 2.764 ล้านล้านบาท) ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารตามที่ควรจะเป็น ทำให้มีผู้เสนอว่ารัฐบาลไทยควรยกเลิกธนบัตร (demonetization) 1,000 บาท 2 รุ่นนั้น เพื่อบีบให้เงินจากการคอรัปชัน ทุนสีเทา และธุรกิจผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยเลย เพราะ การที่ธนบัตรเก่าไม่กลับเข้าสู่ระบบธนาคาร ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินคอรัปชัน หรือเงินจากอาชญากรรม เงินบางส่วนอาจถูกประชาชนเก็บออมไว้นอกธนาคาร อยู่ในระบบการค้าที่ยังใช้เงินสด สูญหาย ชำรุด ถูกนำออกนอกประเทศ หรืออยู่ในมือของผู้ที่ไม่สะดวกเข้าถึงระบบการเงิน ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่าเงิน 140,000 ล้านบาททั้งหมดเป็น “เงินสีเทา” หากหลักฐานแยกประเภทยังไม่ชัดเจน

ดร.สุชาติ กล่าวว่า บทเรียนที่เจ็บปวดจากอินเดีย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศให้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีเดิม สิ้นสภาพการเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนบัตรสองชนิดนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 86% ของเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ในขณะนั้น การตัดสินใจอย่างฉับพลันทำให้เงินสดที่ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ลดลงอย่างรุนแรงในชั่วข้ามคืน ซึ่งในช่วงนั้นตนเองอยู่ที่รัฐปัญจาบ อินเดีย จึงเห็นด้วยตนเองว่า ประชาชนในชนบท คนยากจน เกษตรกร ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายเล็ก ต้องเสียเวลามายืนต่อแถวยาวหน้าธนาคารเป็นเวลาหลายวันและหลายสัปดาห์ เพื่อแลกธนบัตรที่ถูกยกเลิกเป็นธนบัตรใหม่ หลายคนมีเงินที่หามาโดยสุจริต แต่ขาดเอกสาร ไม่มีบัญชีธนาคาร หรืออยู่ห่างไกลจากสาขาธนาคาร จึงได้รับความเดือดร้อนมาก

“ในทางตรงกันข้าม ผู้มีอำนาจ ผู้มีเส้นสาย และขบวนการที่มีเครือข่ายทางการเงินกลับมีช่องทางกระจายเงินผ่านบุคคลอื่น ซื้อทรัพย์สิน หรือเปลี่ยนเงินได้ง่ายกว่าคนธรรมดา มาตรการที่ตั้งใจเล่นงานคนโกงจึงกลับสร้างภาระแก่ประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก เปรียบเสมือน “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” ผลสุดท้าย ธนาคารกลางอินเดียรายงานว่าธนบัตรที่ถูกยกเลิกมากกว่า 99% ถูกนำกลับแลกคืน แสดงว่าเงินที่รัฐบาลคาดว่าจะสูญสภาพเพราะเจ้าของไม่กล้านำมาแสดงตนนั้น มีสัดส่วนน้อยมาก การยกเลิกธนบัตรจึงไม่ได้ทำให้เงินผิดกฎหมายหายไป ตามที่รัฐบาลบอกประชาชนไว้ แต่กลับทำให้ประชาชนและนักลงทุนทั่วโลกไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจรัฐบาล”

ดร.สุชาติ ยังกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบ งานศึกษาของ Gabriel Chodorow-Reich, Gita Gopinath, Prachi Mishra และ Abhinav Narayanan พบว่า การขาดแคลนเงินสดจากมาตรการดังกล่าว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอินเดียลดลงประมาณ 3 จุด-เปอร์เซ็นต์ ในเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2559 และทำให้อัตราการเติบโตในไตรมาสที่ได้รับผลกระทบต่ำกว่ากรณีที่ไม่มีมาตรการประมาณ 2 จุด-เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังทำให้การจ้างงานและการขยายตัวของสินเชื่อลดลงด้วย รวมถึงสิ่งที่ลดลงอย่างรุนแรงคือ “เงินสดที่ใช้ชำระได้ในขณะนั้น” งานวิจัยระบุว่าเงินสดที่ใช้ได้ลดลงประมาณ 75% ในช่วงแรก แต่ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง เช่น M3 ไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน

“ศาสตราจารย์อมาตยา เซน (Amartya Sen) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ วิจารณ์มาตรการนี้ว่าเป็นการใช้อำนาจที่กระทบต่อรากฐานของ “ระบบเศรษฐกิจแห่งความไว้วางใจ” เพราะธนบัตรคือคำมั่นของรัฐต่อประชาชน เมื่อรัฐทำให้คำมั่นนั้นสิ้นผลอย่างฉับพลัน ความเชื่อมั่นในระบบเงินตราและสถาบันของรัฐย่อมเสียหาย”

ดร.สุชาติ ย้ำว่าการยกเลิกแบงก์พันไม่ลดคอรัปชัน ผู้ที่คอรัปชันหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายไม่ได้เก็บทรัพย์สินทั้งหมดเป็นธนบัตร เงินเหล่านี้อาจถูกเปลี่ยนเป็นทองคำ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล เงินตราต่างประเทศ บริษัทบังหน้า หรือถูกโอนไปต่างประเทศแล้ว การยกเลิกธนบัตรจึงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ยิ่งประกาศมาตรการล่วงหน้านาน ผู้กระทำผิดก็ยิ่งมีเวลาย้ายทรัพย์สิน แต่ถ้าประกาศฉับพลัน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ธุรกิจรายย่อย และเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังต้องพึ่งเงินสดก็จะได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงต้องปราบคอรัปชันที่ต้นเหตุ หัวใจของการปราบคอรัปชันไม่ได้อยู่ที่ขนาดของธนบัตร แต่อยู่ที่ความสุจริตและเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำ ตลอดจนความเข้มแข็งของสถาบันตรวจสอบบทเรียนจากสิงคโปร์ในยุค นายลี กวน ยู เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้นำที่ไม่ยอมรับการทุจริต ประกอบกับกฎหมายที่บังคับใช้จริง ระบบราชการที่มีคุณภาพ การตรวจสอบทรัพย์สิน และองค์กรปราบปรามคอร์รัปชันที่ทำงานได้อย่างเป็นอิสระ สามารถลดคอรัปชันได้อย่างมาก ส่วนการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชันในจีนสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงให้เห็นว่า หากฝ่ายการเมืองเอาจริง เจ้าหน้าที่ระดับสูงก็สามารถถูกสอบสวนและลงโทษได้

ดร.สุชาติ ยังแนะนำด้วยส่า การพึ่ง “ผู้นำที่เข้มแข็ง” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยต้องสร้างระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้นำหรือผู้มีอำนาจคนใดแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบได้ด้วยมาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่ (1) ตรวจสอบเส้นทางการเงินโดยใช้ข้อมูลจากธนาคาร ภาษี ศุลกากร ที่ดิน ทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมกัน (2) บังคับเปิดเผยผู้เป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงของบริษัทและนิติบุคคล (3) ตรวจสอบทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง (4) เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและสัญญาของรัฐให้ประชาชนตรวจสอบได้ (5) คุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริตและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสที่นำไปสู่การยึดทรัพย์ (6) ใช้กฎหมายฟอกเงินและมาตรการยึดทรัพย์กับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม และ (7) กำกับธุรกรรมเงินสดขนาดใหญ่แบบมุ่งเป้า แทนการลงโทษประชาชนทั้งประเทศ

ในส่วนของข้อเสนอสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย นั้น ดร.สุชาติ กล่าวว่า ควรมีการตรวจสอบธนบัตร 1,000 บาทรุ่นเก่ามูลค่า 140,000 ล้านบาท อย่างละเอียด และเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนทราบว่า ตัวเลขดังกล่าวคำนวณอย่างไร เป็นธนบัตรรุ่นใด ออกใช้จำนวนเท่าใด และมีหลักฐานเพียงใดที่เชื่อมโยงกับเงินผิดกฎหมาย หากต้องการนำธนบัตรเก่าออกจากระบบด้วยเหตุผลด้านอายุหรือความปลอดภัย ควรใช้วิธี “ทยอยเรียกคืน” ผ่านธนาคารโดยไม่ทำให้ธนบัตรสิ้นสภาพทันที ให้ประชาชนมีเวลานำมาแลกอย่างเพียงพอ ไม่มีค่าธรรมเนียม และรับรองสิทธิของผู้ถือธนบัตรโดยสุจริต วิธีนี้แตกต่างอย่างสำคัญจากการยกเลิกธนบัตรแบบอินเดีย

“การปราบทุนสีเทาและคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเด็ดขาด แต่ต้องจับคนผิดด้วยข้อมูล เส้นทางเงิน และกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ทำให้คนสุจริตเดือดร้อน จึงไม่ควรยกเลิกธนบัตร 1,000 บาทเพียงสงสัยว่าเงินสดบางส่วนอาจเป็นเงินสีเทา เพราะท้ายที่สุด คนจนและประชาชนทั่วไปอาจต้องต่อคิวรับความลำบาก ขณะที่คนโกงตัวจริงใช้เส้นสายและช่องทางอื่นหลบหลีกได้ เหมือนเดิม”อดีตรัฐมนตรีคลัง กล่าว

#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/3A7Ht
More
articles