ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในงาน “Meet the Press” เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 โดยได้อัพเดตแผนงานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย พร้อมอัพเดตแผนการเพิ่มความสนใจให้ตลาดทุน รวมไปถึงแผนการผลักดันกฎหมายตลาดทุนเพื่อสร้างความเท่าเทียม หลังจากดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ครบรอบ 1 ปี เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ดำเนินแผนงานไปในหลายโครงการสำคัญๆ และมีประเด็นในการสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการคือ 1. การปรับปรุง floor หุ้นเข้าใหม่ในการซื้อขายวันแรก 2. Capped Weight หุ้นรายตัวในดัชนี SET50/SET100, SET50FF/SET100F ไม่เกิน 10% และ 3. จำกัดเฉพาะหุ้น SET100 ที่ผู้ลงทุนกลุ่ม HFT ซื้อขายได้
และขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างขับเคลื่อนโครงการ Jump+ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยมีบริษัทเป้าหมาย 50-100 บริษัทนำร่อง ขณะเดียวกันมีการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อผ่อนปรนกฎระเบียบโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะช่วยให้ บจ. มีการซื้อหุ้นคืนเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2568 มีบริษัทจดทะเบียนประกาศซื้อหุ้นคืนแล้ว 37 บริษัท วงเงินรวมกว่า 6,000 ล้านบาท รวมไปยังมีแผนการออมและลงทุนผ่านโครงการ TISA ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมาก และจะนำนวัตกรรม AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการซื้อขาย
ศ.พิเศษกิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังวางแผนการสนับสนุนการระดมทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะหาบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม New Economy ซึ่งได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือ โดยตามแผนมุ่งเป้ากลุ่มธุรกิจ อย่าง Deep Tech, สตาร์ตอัพ, Data Center, บริษัทต่างชาติ เบื้องต้นคาดว่าไม่จำเป็นต้องเข้าเกณฑ์ไอพีโอที่ต้องมีกำไร 3 ปี ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนจะแยกตั้งเป็นกระดานเทรดใหม่ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเหมือนโมเดลในต่างประเทศ รวมทั้งมีแผนจะผลักดันบริษัทขนาดใหญ่ Spin-off บริษัทลูก ๆ ด้านเทคโนโลยี หรือ New Economy เข้ามาเทรดในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากยิ่งขึ้น
“ปัจจุบันจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น มีอยู่ 800 บริษัท ซึ่งเห็นว่ายังไม่เพียงพอ และไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลบริษัทที่อยู่ในระบบเสียภาษีจำนวน 200,000 บริษัท ดังนั้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยควรจะมีระดับ 1,500 บริษัท”
นอกจากนี้ ยังมีแผนการสนับสนุนการควบรวมกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน มี บล. อยู่ทั้งหมด 39 บริษัท แต่กว่า 50% มีผลขาดทุนในช่วง 1-2 ปีมานี้ เพราะรายได้ลดลงจากการซื้อขายหุ้นที่ปรับตัวลดลง จึงเห็นว่าการควบรวมกิจการเพื่อให้เหลือบล.ลดลงสักครึ่งหนึ่ง คือเหลือแค่ประมาณ 18 บริษัท ก็พอ เพราะ บล. จะได้ไม่ต้องแย่งลูกค้ากันมาก และสามารถจะทำให้คุณภาพของการบริการของ บล. มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
ศ.พิเศษกิติพงศ์ กล่าวถึงแผนระยะยาวที่ต้องขับเคลื่อนต่อไป ว่า การวางรากฐานกฎหมายตลาดทุน และการผลักดันการแก้ไขกฎหมายตลาดทุนไทยในรูปแบบ Omnibus Law โดยจะเสนอคอนเซ็ปต์แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนไทยทีเดียวจำนวน 10 ฉบับ อาทิ กฎหมายประมวลรัษากร, พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ, พ.ร.บ.มหาชน ฯลฯ ซึ่งอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ปฏิรูปตลาดทุนไทย เพราะหากจะแก้ไขกฎหมายทีละเรื่องคงจะไม่สำเร็จ จึงต้องหารือกันต่อไป เพื่อวางรากฐานการพัฒนาตลาดทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“เท่าที่คุยกับผู้ใหญ่หลายท่าน ถ้าจะแก้กฎหมายแบบ พ.ร.ก. ยากมาก เพราะทางการเมืองจะเซนซิทีฟ จึงต้องแก้กฎหมายแบบ พ.ร.บ. อย่างน้อยเพื่อให้ประชาชนและทุกพรรคการเมืองเห็นด้วย ซึ่งดูแล้วแนวทางนี้ไม่น่าจะมีพรรคไหนคัดค้าน ดังนั้นคงต้องพูดคุยกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป”ศ.พิเศษกิติพงศ์ กล่าว


