‘สวีเดน’ พบผู้ป่วยโควิด-19 เข้ารพ. เพิ่มขึ้น หลังยกเลิกข้อจำกัดได้วันเดียว

สตอกโฮล์ม, 11 ก.พ. (ซินหัว) — ทางการสวีเดนรายงานพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น เพียงวันเดียวหลังจากยกเลิกข้อจำกัดด้านโรคโควิด-19 แทบทั้งหมด โดยสถิติล่าสุดระบุว่าสัปดาห์นี้มีผู้ป่วยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 2,043 ราย เพิ่มขึ้นเกิน 40 ราย จากยอดของสัปดาห์ก่อน 

เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.พ.) แอนนา เบนเน็ต บาร์ก จากคณะกรรมการสุขภาพและสวัสดิการแห่งชาติสวีเดน แถลงข่าวว่าระบบสาธารณสุขในประเทศยังคงตึงเครียด โรงพยาบาลยังมีผู้ป่วยจำนวนมาก และยังมีผู้ติดเชื้อที่อยู่ตามบ้านพักพิเศษและบริการดูแลสุขภาพที่บ้านจำนวนมาก โดยสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงนี้เป็นเพราะมีบุคลากรทางการแพทย์ลาป่วยจำนวนมาก

จำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ของสวีเดนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ทว่าซารา บายฟอร์ จากสำนักงานสาธารณสุขสวีเดน (PHA) กล่าวว่ายังคงเร็วเกินไปที่จะระบุว่าสาเหตุการตายมาจากโรคโควิด-19

จำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันผลในช่วง 24 ชั่วโมงของสวีเดน ลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 17,000 ราย เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยผู้ที่เข้ารับการตรวจเชื้อทั้งหมดมีผลตรวจเป็นบวกราวร้อยละ 45  อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมามีการยกเลิกการตรวจโรคโควิด-19 เป็นจำนวนมากในสวีเดน โดยปัจจุบันสวีเดนแนะนำให้ผู้ที่ปฏิบัติงานในศูนย์ดูแลสุขภาพหรือสถานพยาบาลเท่านั้นที่ควรรับการตรวจเชื้อ

บายฟอร์ระบุว่า แม้การแพร่ระบาดในประเทศกำลังเข้าสู่ระยะใหม่ แต่การแพร่เชื้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเธอเรียกร้องให้ทำงานเพิ่มเติมด้านการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

ปัจจุบัน สวีเดนซึ่งมีประชากร 10.4 ล้านคน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว 20 ล้านโดส โดยประชาชนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสแล้วร้อยละ 86.6 ขณะอีกร้อยละ 83.8 ฉีดวัคซีนครบสองโดสแล้ว เมื่อนับจนถึงวันพฤหัสบดี (10 ก.พ.) ส่วนมีประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นแล้วร้อยละ 54.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50 ในสัปดาห์ก่อน

สวีเดนรายงานพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เสียชีวิตเพิ่ม 37 รายแล้ว เมื่อนับตั้งแต่วันพุธ (9 ก.พ.) เป็นต้นมา ทำให้ยอดผู้ป่วยเสียชีวิตรวมอยู่ที่เกือบ 16,400 ราย ส่วนยอดผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศใกล้แตะระดับ 2.4 ล้านราย

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/GFSY9
More
articles