พลังโหวตผู้ถือหน่วย CTARAF ทำกลุ่ม CENTEL พลาดหวัง!

สืบเนื่องจากกรณีผู้ถือหน่วยลงทุน กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (CTARAF) เกิดข้อข้องใจและสงสัยเรื่องการเรียกประชุมผู้ถือหน่วย เพื่อพิจารณาอนุมัติการให้ความยินยอมต่อกลุ่มบริษัท CENTEL ในการรื้อรั้วเพื่อทำทางเดินเชื่อมของโรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย กับโรงแรมใหม่ของกลุ่ม CENTEL ที่จะสร้างขึ้นบนที่ดินข้างเคียง โดยให้ประโยชน์ตอบแทน 4.6 ล้านบาท ทั้งๆที่หากกองทุนยินยอม จะต้องรื้อรั้วโรงแรมเพื่อเปิดทางเชื่อม และให้โรงแรมใหม่ร่วมใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับแขกของโรงแรมใหม่ และที่สำคัญระยะเวลาสิทธิการเช่าที่เหลืออยู่อีกถึง 13 ปี จึงได้มีการแสดงออกผ่าน สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz เพื่อเรียกร้องให้ผู้ถือหน่วย CTARAF ไปเข้าประชุมให้มากๆ จะได้ช่วยกันตั้งคำถาม และใช้พลังโหวตไปในทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ถือหน่วย (ข่าว: ผู้ถือหน่วย CTARAF ข้องใจ กลุ่ม CENTEL ขอใช้ทรัพย์สินกองทุน แต่ให้ค่าตอบแทนน้อยมาก https://www.wealthnbiz.com/9iXnF , https://www.facebook.com/bkkwealthandbiz/posts/pfbid037C5XG6bVm4636kqu3VTQrSfnCXp6gabLXEFpqJuYk75o3Ptv9CNsKJXPA5wrhNgxl )

ถือเป็นการแสดงออกเพือรักษาสิทธิ์ของผู้ถือหน่วยลงทุนในตลาดหุ้นไทย ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากส่วนใหญ่ที่ผ่านมาการรวมพลังในลักษณะนี้ของผู้ถือหน่วยลงทุน และแม้แต่ของผู้ถือหุ้น ยังมีไม่มากนัก

สำหรับครั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน ได้จัดประชุมผู้ถือหน่วยลงทุน CTARAF ณ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยการประชุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 14:10 น. ด้วยการนับคะแนนเสียงของผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อนับองค์ประชุม ซึ่งจะต้องมีผู้ถือหน่วยมาเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองหรือโดยผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหน่วย ไม่น้อยกว่า 25 คน และต้องมีคะแนนเสียงหน่วยลงทุน นับรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดทีมี 320 ล้านหน่วย ปรากฏว่ามีผู้ถือหน่วยมาด้วยตนเอง 46 ราย คะแนนเสียง 11,700,879 หน่วย และมีผู้ถือหน่วยมอบฉันทะ 143 ราย คะแนนเสียง 124,027,200 หน่วย รวมมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 189 ราย คะแนนเสียง 135,728,079 หน่วย คิดเป็น 42.42% ของหน่วยลงทุนทั้งหมด นับเป็นครบองค์ประชุม

บลจ.กสิกรไทย ได้นำเสนอที่มาของการเรียกประชุม และความต้องการของบริษัท CENTEL ในการขอให้ผู้ถือหน่วยให้ความยินยอมในการรื้อรั้วและก่อสร้างรั้วใหม่ของโรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย ที่เป็นทรัพย์สินของกองทุน เหลืออายุเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อีก 13 ปี เพื่อเปิดทางเดินเชื่อมให้กับโรงแรมใหม่ที่กลุ่ม CENTEL จะสร้างบนที่ดินข้างเคียง พร้อมทั้งยินยอมให้ลูกค้าของโรงแรมใหม่มาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆของโรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย โดยหากผู้ถือหน่วยลงมติให้ความยินยอม กลุ่ม CENTEL จะให้เงินสนับสนุนกับกองทุนฯเป็นจำนวน 6.4 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ ผู้จัดการกองทุนได้ว่าจ้างบริษัท ซี ไอ ที พร๊อพเพอตี้ คอนซัลแทนส์ ทำการศึกษาการเก็บค่าใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม เซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย ของกองทุนฯ ในอัตรา 100 บาทต่อเดือนต่อตารางเมตร มาเข้าร่วมนำเสนอต่อที่ประชุมด้วย

นอกจากนี้ยังมีฝ่ายตัวแทนของกลุ่ม CENTEL ได้นำเสนอผลดี ด้วยว่า ถ้าผู้ถือหน่วยจะอนุมัติยินยอมตามที่กลุ่ม CENTEL เสนอ คือ โรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย จะได้รับรายได้ค่าตอบแทนการร่วมใช้สิ่งอำนวยความสะดวกจากโรงแรมใหม่ ในอัตรา 100 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราค่าส่วนกลางที่บริษัทที่ปรึกษาได้ศึกษามาแล้วว่าเป็นอัตราที่เหมาะสม อีกทั้ง โรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย ยังจะมีรายได้เพิ่มเติมจากการให้บริการอาหารเช้าและมื้ออื่นๆ การบริการสปา บริการซักรีด และหากผู้ถือหน่วยอนุมัติให้ความยินยอม กลุ่ม CENTEL ก็จะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 6.4 ล้านบาทให้ด้วยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับส่วนที่เกี่ยวข้อง

หลังฟังคำชี้แจง บรรดาผู้ถือหน่วยได้มีการแสดงความเห็นในที่ประชุม สรุปได้ใจความว่า

1. สัญญาให้เช่าช่วงระหว่างกองทุนกับบริษัท เซ็นทรัลสมุยโฮเต็ลแอนด์แมนเนจเม้นท์ จำกัดนั้น ได้กำหนดค่าเช่าช่วงในอัตราคงที่ ตลอดอายุสัญญาเช่าช่วงที่เหลืออีก 13 ปี โดยเริ่มต้นปีแรกที่ 163 ล้านบาทต่อปี และปรับเพิ่มขึ้น 3% ทุกๆ 3 ปี ปัจจุบัน ค่าเช่าช่วง คือปีละ 183 ล้านบาท โดยที่ค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษา ซ่อมแซม ปรับเปลี่ยนหรือตกแต่ง จะเป็นค่าใช้จ่ายของผู้เช่าช่วง ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลการได้รับค่าส่วนกลางจากโรงแรมใหม่ ในอัตรา 100 บาทต่อเดือนต่อตารางเมตรนั้น ในข้อเท็จจริงแล้ว กองทุนไม่ได้รับรายได้ในส่วนนี้ หากแต่เป็นการจ่ายกันเองระหว่างโรงแรมใหม่กับโรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นโรงแรมในเครือของกลุ่ม CENTEL

การว่าจ้างที่ปรึกษาและการนำเสนอข้อมูลส่วนนี้ให้กับผู้ถือหน่วย จึงไม่เป็นประโยชน์ใดๆต่อผู้ถือหน่วย และก่อให้เกิดการเข้าใจผิดของผู้ถือหน่วยที่อ่านหนังสือเชิญประชุมไม่ละเอียด จะนึกไปว่า กองทุนจะได้รับรายได้ในส่วนนี้ ถ้าอนุมัติให้กลุ่ม CENTEL ตามที่ขอมา

2. ในการสร้างโรงแรมใหม่บนที่ดินข้างเคียง ซึ่งมีขนาดพื้นที่ห้องพักรวมประมาณ 5,600 ตารางเมตร ขนาดห้องพักเฉลี่ย 113 ตารางเมตร คำนวณคร่าวๆ ก็จะได้ห้องพักใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 50 ห้อง และจำเป็นต้องอาศัยสิ่งอำนวยความสะดวกจากโรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย และจำเป็นต้องเปิดรั้วและสร้างทางเดินเชื่อม เพราะโรงแรมใหม่ไม่มีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ของตัวเอง ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่า การสร้างโรงแรมใหม่บนพื้นที่ข้างเคียง ย่อมก่อให้เกิดรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นต่อกลุ่ม CENTEL ไม่ว่าจะเป็นรายได้ค่าห้องพัก รายได้ค่าอาหาร ค่าสปา ค่าซักรีด และอื่นๆ คิดแล้วก็เป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น หลายล้านบาทต่อปี

3. แต่สิ่งที่กลุ่ม CENTEL เสนอให้กับกองทุน เพื่อตอบแทนการโหวตอนุมัติให้ความยินยอมในการนี้ คือจำนวนเงินเพียง 6.4 ล้านบาท จ่ายให้กับกองทุนครั้งเดียว ในขณะที่จะขอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย ซึ่งยังคงเป็นทรัพย์สินของกองทุนอยู่ ไปอีกเป็นเวลา 13 ปี ตามอายุที่เหลือของสัญญา

4. เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์ที่กลุ่ม CENTEL จะได้รับเพิ่ม กับผลประโยชน์กับที่กองทุนจะได้รับหากให้ความยินยอม ต้องบอกว่า กองทุนแทบจะไม่ได้อะไรเลย จึงคิดว่า วาระการเสนอในวันนี้ จึงเป็นการเสนอที่ไม่ยุติธรรมต่อผู้ถือหน่วย แม้ว่าผู้ถือหน่วยเห็นดีเห็นชอบกับการที่กลุ่ม CENTEL จะขยายจำนวนห้องพักเพื่อรองรับความต้องการมีเพิ่มขึ้นของลูกค้าก็ตาม

5. และในฐานะของผู้จัดการกองทุนรวม ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยเป็นสำคัญสูงสุด กลับไม่ได้ทำบทบาทนี้ให้เต็มที่ ในการที่จะเจรจาต่อรองเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับกองทุนเมืองเกิดกรณีเช่นนี้

6. ดังนั้น ผู้ถือหน่วยจึงขอไม่เห็นด้วยกับการให้ความยินยอมตามวาระที่เสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งนี้

หลังการแสดงความคิดเห็น เป็นช่วงลงคะแนนเสียง โดยที่บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (CENTEL) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง จำนวน 81 ล้านหน่วย หรือคิดเป็นสัดส่วน 25.34% ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษต่อการลงมติในวาระนี้ จึงไม่สามารถลงคะแนนโหวตได้

โดยวาระนี้การผ่านมติอนุมัติ จะต้องได้คะแนนเสียงอนุมัติไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของคะแนนรวมของผู้ถือหน่วยที่มาประชุม

ผลการนับคะแนน ปรากฏว่า เห็นด้วย 29,326,814 คะแนน คิดเป็น 53.92% ไม่เห็นด้วย 24,741,405 คะแนน คิดเป็น 45.49% และงดออกเสียง 323,100 คะแนน คิดเป็น 0.59% มีบัตรเสีย 100 คะแนน คิดเป็น 0% รวม 54,391,419 คะแนน คิดเป็น 100 % เท่ากับว่ามีคะแนนเห็นด้วยเพียง 53.92% จึงไม่ถึงเกณฑ์ 3 ใน 4 ดังนั้น สรุปวาระนี้ ที่ประชุมจึงมีมติไม่อนุมัติตามที่กลุ่ม CENTEL เสนอมา

การประชุมครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของผู้ลงทุนรายบุคคล ในการคัดค้านและลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอหรือวาระการพิจารณาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้น

หลังปิดประชุม มีผู้ถือหน่วยจำนวนมากมาขอบคุณผู้ถือหน่วยที่อภิปรายแสดงความเห็นและชี้ให้เห็นประเด็นที่ผู้ถือหน่วยเสียเปรียบ โดยกล่าวว่าถ้าไม่มาฟังก็จะนึกว่าวาระนี้เหมาะสมดีแล้วที่ลงคะแนนเห็นด้วย เพราะนึกว่าจะได้เงินสนับสนุน 6.4 ล้านบาทและได้รับรายได้ค่าส่วนกลางจากโรงแรมที่จะสร้างบนที่ดินข้างเคียง แต่จริงๆไม่ใช่ เราไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย ขณะที่กลุ่ม CENTEL จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น

สำหรับการจัดประชุมครั้งนี้ พบว่า บริษัท CENTEL ขอใช้สิทธิ์ผู้ถือหน่วยที่มีเสียงเกิน 10% เสนอวาระและขอให้กองทุนจัดการประชุมให้ โดยมีรายงานว่าค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมครั้งนี้ เกินกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งตกเป็นภาระของกองทุนรวมต้องเป็นผู้จ่ายเอง เว้นเสียแต่ถ้าโหวตผ่านมติ กลุ่ม CENTEL ก็จะสนับสนุนเงิน 6.4 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นจากการประชุมและแก้ไขเอกสาร

กรศิริ

#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวWealthAndBiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/g2lYa
More
articles