ในการประชุมฟอรั่มเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประจำปี 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเร็วๆ นี้ มีการยกประเด็นเกี่ยวกับจีนหลายหัวข้อ กรณีที่จีนมีการพัฒนาที่มั่นคง และมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน พบว่า ในปี 2025 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 140.18 ล้านล้านหยวน (644.82 ล้านล้านบาท) จากปีก่อนหน้า ซึ่งประชาคมโลกทั้งสนใจ และยังได้รับการยอมรับเชิงบวกด้วย
อีกทั้ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เป็น 5% พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 ด้วย แม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังต้องใช้เวลา ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรง
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตตามเป้าหมาย มาจากการยกระดับและปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทำให้มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 17.1% ของมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดในปี 2025 และยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP อยู่ที่ 2.8% เพิ่มขึ้น 0.11 จุดจากปี 2024

โดยมูลค่าเพิ่มของการผลิตสินค้าดิจิทัลในกลุ่มกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เติบโต 9.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยการผลิตเซิร์ฟเวอร์และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวก็เติบโตอย่างมาก โดยยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศ
สะท้อนชัดจากเวทีเศรษฐกิจโลก ที่ประกาศรายชื่อ “Lighthouse Factory” ระดับโลกชุดใหม่ ปรากฏว่ามีบริษัทจากจีนถึง 16 บริษัท ที่ติดอันดับ จากการใช้ เทคโนโลยีล้ำหน้าอย่างปัญญาประดิษฐ์มาบูรณาการกับภาคการผลิต ไปสู่การผลิตคุณภาพใหม่ และการสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ที่สำคัญ การที่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เสนอแนวคิดจัดตั้ง องค์การความร่วมมือด้าน AI โลก (World Artificial Intelligence Cooperation Organization) ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการกำกับดูแล AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทำให้ ปี 2026 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีนระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 จีนจึงได้มุ่งเน้นไปที่ “มาตรฐานสูง” เพื่อให้บรรลุการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงขึ้น ให้เข้ากับการปรับปรุงโครงการอุตสาหกรรม และการบูรณาการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ากับการส่งเสริมนวัตกรรมทางอุตสาหกรรม
โดย กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) จีน ประกาศนโยบาย “AI + Manufacturing” เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาบูรณาการในระบบการผลิตจีนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม จากฐานการผลิตขนาดใหญ่ ไปสู่การผลิตคุณภาพสูงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อัลกอริธึม และการตัดสินใจอัจฉริยะ
สอดคล้องกับในปี 2025 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน (China Exim Bank) ได้อนุมัติสินเชื่อที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีรวมกว่า 7.3 แสนล้านหยวน (ราว 3.28 ล้านล้านบาท) โดยมุ่งสนับสนุนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล ภายใต้โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI)

ที่สำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการนำเทคโนโลยี AI มาบูรณาการในระบบการผลิต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนไปสู่การผลิตคุณภาพสูง โดยการเติบโตที่รวดเร็วอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ของจีน ไม่เพียงช่วยให้เศรษฐกิจจีนโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง แต่เทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของจีน ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกสูงขึ้นด้วย ซึ่งแบรนด์รถยนต์จีนหลายแบรนด์ได้รับการยอมรับในตลาดโลก และมีแนวโน้มที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลล่าสุดที่ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์จีน เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 ระบุว่า ในปี 2025 จีนมียอดการผลิตอยู่ที่ 34.531 ล้านคัน และมียอดจำหน่าย 34.40 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 10.4% และ 9.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมียอดผลิตและจำหน่ายเกิน 30 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และครองอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 17 ในจำนวนนี้ รถยนต์พลังงานใหม่มียอดการผลิตและจำหน่ายอยู่ที่ 16.626 ล้านคัน และ 16.49 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 29% และ 28.2% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ครองอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 11 และยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่คิดเป็น 47.9% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด
ปัจจัยสำคัญที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน โดยเฉพาะในด้านรถยนต์พลังงานใหม่ เกิดจากการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุมไฟฟ้า ไปจนถึงการผลิตรถยนต์ทั้งคัน ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีสำคัญ เช่น แบตเตอรี่พลังงานรุ่นใหม่ ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ห้องโดยสารอัจฉริยะ และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ไม่เพียงท้าทายเทคโนโลยีของประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ดั้งเดิม แต่ยังช่วยให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและอัจฉริยะของโลกอีกด้วย
ที่สำคัญ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนไม่น้อย เริ่มตั้งฐานการผลิตและศูนย์วิจัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ทำให้การขยายสู่ต่างประเทศเปลี่ยนจากเดิมที่แค่เพียงการส่งออกสินค้า ไปสู่การส่งออกที่ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี มาตรฐาน และแบรนด์ ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ และทำให้ปัจจุบันจีนมีระบบอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ครบวงจรที่สุดในโลก อาทิ โรงงานกิกะแฟคทอรีของเทสลาในเซี่ยงไฮ้ที่โด่งดังในเรื่อง “ความเร็วแบบจีน” ได้กลายเป็นแบบอย่างระดับโลก ซึ่งเบื้องหลังคือความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์จีน

อนาคตจากนี้ไปของจีน สิ่งที่ท้าทายคือ การเปลี่ยนผ่านจาก “ประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่” สู่ “ประเทศมหาอำนาจด้านยานยนต์” ที่จะมีความสำคัญยิ่งขึ้นในโครงสร้างใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2026 รายงานการประเมินมูลค่าแบรนด์ยานยนต์ระดับโลกประจำปี 2025 (AutoVision Global) ที่เผยแพร่ ณ กรุงเวียนนาของออสเตรีย ระบุว่า โตโยต้า กรุ๊ป (Toyota Group) กลับมาครองอันดับหนึ่งแบรนด์รถยนต์ที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก ส่วน โฟล์กสวาเกน (Volkswagen) อยู่ในอันดับที่สอง ขณะที่ บีวายดี (BYD) สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการขึ้นมาอยู่อันดับที่สาม ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์สัญชาติจีนก้าวเข้าสู่กลุ่มสามอันดับแรกของโลก นอกจากนี้ ค่ายยานยนต์สัญชาติจีนยังติด 10 ใน 30 อันดับแรก โดยมีแบรนด์ใหม่อย่าง เกรตวอลล์ มอเตอร์ (GWM) และตงเฟิง (Dongfeng) ติดอันดับด้วย
เป้าหมายแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการกระตุ้นการลงทุน นอกเหนือจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่จีนกำลังเร่งพัฒนาภาคที่อยู่อาศัย ลดอุปทานเกิดใหม่ หนุนลดจำนวนอสังหาฯ ค้างสต๊อก
ปัจจุบัน จีนเป็นคู่ค้าหลักของกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค ณ สิ้นปี 2025 จีนได้เปิดบริษัทในต่างประเทศมากกว่า 50,000 แห่งในกว่า 190 ประเทศและภูมิภาค ยอดการลงทุนในต่างประเทศของจีนติดสามอันดับแรกของโลกติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี สัดส่วนการมีส่วนร่วมของจีนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทรงตัวอยู่ที่ราว 30% ติดต่อกันหลายปี
โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว Bangkok Today Online
#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz


