โดย กรศิริ Bangkok Wealth & Biz
กรณี การโพสต์ขอโทษ ของ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความในลักษณะโจมดี นางสาวรักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า มีวุฒิภาวะ มีสำนึก หรือไม่เพียงใด เพราะเป็นการกล่าวขอโทษแค่ว่่าหากโพสต์ไปกระทบต่อใคร โดยแก้ตัวว่าว่าไม่ได้ระบุชื่อ แสดงชัดเจนว่า เป็นการจงใจกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยกลัวว่าจะถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดี จึงวางแผนมาตั้งแต่ต้นที่จะไม่ระบุชื่อ ทั้งๆ ที่เนื้อหาที่โพสต์มันพิสูจน์ชัดว่ามุ่งหมายถึงใคร
ซึ่งข้ออ้างเรื่องการไม่ระบุชื่อ ในแง่ของกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าไม่ผิด โดย สำนักงานกิจการยุติธรรม ให้ข้อมูลไว้เมื่อ 30 กันยายน 2024 ระบุว่า โพสต์ด่า แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ผิดหมิ่นประมาทหรือไม่?? #โพสต์ด่า – #ประจาน ลง Social เสี่ยงติดคุก! คิดก่อนโพสต์ รู้ก่อนแชร์ เพราะการหมิ่นประมาทออนไลน์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
โพสต์ด่าคนอื่นให้เสียชื่อเสียง = ผิด ม.326 จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
โพสต์ด่าแบบเผยแพร่สาธารณะ = ผิดหนักขึ้น ม.328 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
สถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center: THAC) ได้โพสต์บทความเรื่อง กล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีหลักฐาน ผิดกฎหมายหมิ่นประมาทหรือไม่ เมื่อ 15 สิงหาคม 2568 เนื้อหาสำคัญระบุว่า ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน การแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลหรือการกล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีหลักฐานกลายเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่ง “การดูหมิ่นออนไลน์” มักนำไปสู่การฟ้องร้องและดำเนินคดีในชั้นศาล แม้ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้กฎรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพราะหากการกระทำใดส่งผลให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้กระทำอาจเผชิญกับความผิดทางกฎหมายในข้อหาหมิ่นประมาท
ดังนั้น ในบทความนี้จะมาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีการกล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีหลักฐาน รวมถึงการฟ้องหมิ่นประมาทจนทำให้เสียชื่อเสียง และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือกเพื่อยุติการหมิ่นประมาทอย่างสันติ
การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานผิดกฎหมายหรือไม่?
การกล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีหลักฐานอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องมีหลักฐานยืนยันก่อนที่จะแสดงข้อความ หากข้อความที่กล่าวมาส่งผลให้ผู้อื่น “น่าจะ”เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม
องค์ประกอบของความผิดฐานหมิ่นประมาท
เพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรมการกล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีหลักฐานที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท จำเป็นต้องทราบองค์ประกอบของการ “หมิ่นประมาท” ดังนี้
1. การใส่ความ
คือ การแสดงข้อความที่เป็นการกล่าวอ้างหรือยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะทำผ่านการพูด พิมพ์ เขียน หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้เข้าใจได้ โดยไม่สำคัญว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ
2. ผู้อื่น
คือ ผู้เสียหายที่ถูกกล่าวหาและต้องระบุได้ชัดเจนว่าเป็นใคร แม้จะไม่เอ่ยชื่อตรงๆ แต่หากมีตัวอักษรย่อ คำใบ้ หรือบริบทที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ว่าหมายถึงใคร ก็ถือว่าครบองค์ประกอบแล้ว
3. บุคคลที่สาม
คือ ผู้ที่รับฟังหรือทราบเรื่องการกล่าวหา ความผิดจะสำเร็จก็ต่อเมื่อมีบุคคลที่สามได้รับทราบข้อความแล้ว
4. น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
โดยทั่วไปจะพิจารณาตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไป เช่น หากคนธรรมดาฟังแล้วเห็นว่าน่าจะส่งผลในทางลบต่อผู้ถูกกล่าวหา ก็ถือว่าครบองค์ประกอบ
ประเภทของคดีหมิ่นประมาทด้วยวาจาและการโฆษณา
กฎหมายและข้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาทวาจาและการโฆษณานั้นถูกบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ในมาตราที่ 326 – 333 ทั้งหมด 8 มาตรา
ความผิดฐานหมิ่นประมาท (มาตรา 326)
คือ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยน่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากข้อมูลที่ สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz ประมวลมาเป็นข้อมูลประกอบเพื่อการอ้างอิง จะพบว่า แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่หากมีตัวอักษรย่อ คำใบ้ หรือบริบทที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ว่าหมายถึงใคร ก็ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทต่อบุคคลนั้นแล้ว
การที่ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ซึ่งเป็นถึงอาจารย์ประจำในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ควรมีความรู้ และต้องรู้อยู่แล้วว่า การโพสต์ถึงอาชีพของบิดามารดา สภาพแวดล้อมวัยเด็ก ย่อมเป็นเครื่องยืนยันเจตนาในการโพสต์ได้เป็นอย่างดี ว่ามุ่งร้าย ทำลายใคร ที่สำคัญทำให้สังคมสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากบอกว่ากระทำโดยไม่รู้ ก็ยิงไม่สมควรปะกอบอาชีดสอนหนังสืออีกต่อไป
การขอโทษในลักษณะนี้ จึงเป็นการขอโทษที่ไร้สำนึก ไม่ได้มีเจตนาที่จะขอโทษอย่างจริงจัง
แต่ที่เลวร้ายที่สุด คือ การอ้างเรื่องการปกป้องสถาบัน มาใช้ในลักษณะมุ่งหมายที่จะสร้างความชอบธรรม ปลุกปั่นสังคมส่วนหนึ่งให้มาช่วยมาสนับสนุนกับการโพสต์ที่ต่ำตมของตนเอง โดยไม่คำนึงว่า เป็นการสร้างความระคายเคืองต่อสถาบันหรือไม่ เป็นการทำร้ายภาพลักษณ์ของคนรักสถาบันว่า สมารถต้องใช้วาจา และการกระทำที่เลวร้าย หรือผิดกฎหมาย ก็ได้อย่างนั้นหรือ?
ดังนั้น หากยังคงมีสำนึกรับผิดชอบต่อสถาบัน อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ควรต้องลาออกจากนิด้า
หากไม่ยอมลาออก เพราะเป็นแหล่งรายได้ ทาง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ก็ควรจะต้องกดดันเพื่อให้ลาออก ไม่ใช่ใช้การชี้แจงเพียงแค่ว่า ไม่สนับสนุน แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่มีการลงโทษ สุดท้ายต้องออกแถลงการณ์อีกกี่ครั้งถึงจะพอ
แล้วเช่นนี้ จะกอบกู้ภาพลักษณ์ของ นิด้า ให้กลับคืนมาว่าเป็นแหล่งการศึกษาที่ปราศจากอคติ ปราศจากการลำเอียง และปราศจากการปกป้องผู้กระทำความผิด ได้อย่างไร?
กรศิริ รายงาน
#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz


