ถือเป็นจังหวะก้าวเดินที่สำคัญยิ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ใช้โอกาสในการเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation) ในการแสดงวิสัยทัศน์สำคัญให้โลกได้รับรู้ถึง แนวคิดในการบริหารประเทศผ่านความทันสมัยแบบจีน ที่พร้อมเปิดกว้างแนวคิดไปสู่สากล
และเพราะ เอเปค เป็นเวทีการประชุมความร่วมมือของ 21 เขตเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ที่กล่าวได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อโลกในภาพรวม เนื่องจากครอบคลุมประชากรมากกว่า 3,000 ล้านคน หรือคิดเป็น 38% ของประชากรของทั้งโลก จึงย่อมเท่ากับว่า เป็นการเปิดวิสัยทัศน์ผ่านเวทีเอเปคไปยังประชากรโลกกว่า 1 ใน 3 เลยทีเดียว

อีกประการที่สำคัญก็คือ ในห้วงเวลาของการดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนต่อเนื่องกัน 2 วาระ พิสูจน์แล้วว่า แนวทางในการบริหารประเทศที่ สี จิ้นผิง ใช้นั้น ได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับจีนอย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันทั่วโลกต่างยอมรับว่า เศรษฐกิจจีนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก และทุกบทวิเคราะห์ของนักวิชาการทั่วโลก จะมองทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน เป็นปัจจัยหลักในการคาดการณ์ ในวันที่เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มที่สดใสไปด้วย ในทางกลับกันเมื่อใดที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ก็กระทบทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวตามไปด้วย
การสร้างบทบาทสำคัญต่อสังคมโลกผ่านนโยบายเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถเข้าถึงกับประเทศต่างๆ ได้ดีกว่านโยบายทางการเมือง จึงเป็นหลักบริหาร “เศรษฐกิจและสังคม นำการเมืองและการทหาร” ที่ประสบผลสำเร็จทั้งต่อจีนเองและต่อทั้งโลก ซึ่งการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน คือ ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง ที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจของ 172 ประเทศ โดยช่วง 8 ปี หรือ 2 วาระในการดำรงตำแหน่งของ สี จิ้นผิง ได้ก่อให้เกิดข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่า 200 ฉบับ


จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์สถานการณ์ และ นักวิชาการทั่วโลก ได้มีการวิเคราะห์ศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดและวิธีการทำงานของ สี จิ้นผิง ว่ามาจากหลักคิดอะไรบ้าง ทำให้ได้พบว่า สี จิ้นผิง มีการใช้คำกล่าวของปราชญ์ กวี และหนังสืออันเป็นภูมิปัญญาจีนโบราณ นำมาปรับใช้เข้ากับโลกสมัยใหม่ เนื่องจาก สี จิ้นผิง มีความเชื่อมั่นว่า บรรดาภูมิปัญญาจีนโบราณ เป็นความรู้รวบยอดและตกผลึกจากประสบการณ์จริง เป็นความรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของสังคม ดังนั้นไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ชุดความคิดของภูมิปัญญาจีนโบราณยังคงสามารถใช้ได้เสมอ จึงได้นำแนวคิดดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ จนประสบความสำเร็จดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
แนวทางที่บริหารด้วยการนำรากฐานภูมิปัญญาของปราชญ์ทั้งหลายในอดีตมาใช้ ในขณะที่โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาการไปอย่างมากนั้น แต่ยังเชื่อมโยงกันได้อย่างกลมกลืน ได้กลายเป็นแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ของจีนในการบรรลุความทันสมัยที่น่าจับตามอง

ดังเช่นครั้งหนึ่ง สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของจีน โดยอิงคำกล่าวของ “ซางทัง” กษัตริย์จีนในอดีตที่ให้แง่คิดไว้ว่า “เมื่อจะพัฒนา การพัฒนาทุกวัน ถึงจะเป็นการพัฒนา” จึงเห็นได้ว่า จีนมุ่งมั่นในการพัฒนาไม่หยุดยั้ง อย่างเช่นล่าสุด ในการพัฒนาด้านอวกาศ รัฐบาลจีนให้ส่งยานอวกาศเสิ่นโหยวไปสู่อวกาศอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้ไปถึง เสิ่นโหยว-14 แล้ว รวมทั้งประกาศเป้าหมายที่จะส่งยานอวกาศพร้อมมนุษย์ไปยังดาวอังคารเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2033 นับเป็นการนำแนวคิดการพัฒนาแบบอดีตมาหลอมรวมเข้ากับปัจจุบันเพื่อก้าวสู่อนาคตได้อย่างลงตัว
อีกทั้งในการรายงานต่อที่ประชุมสมัชชาพรรคฯครั้งที่ 20 ที่เพิ่งผ่านมา สี จิ้นผิง กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการประชุมสมัชชา ครั้งที่ 20 คือ การชูธงสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน ปฏิบัติตามแนวคิดสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีนยุคใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางใหม่ของจีนตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงอนาคตที่จีนตั้งเป้าหมายในการก้าวเดิน

จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า ความคิดสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีนสมัยใหม่ของ สี จิ้นผิง ที่เป็นทั้งการสืบทอด หลอมรวม และพัฒนาไปสู่อนาคต โดยนำแนวความคิดเหมาเจ๋อตง มาผสานรวมกับแนวความคิดลัทธิมาร์กซ์ ที่นำไปสู่เป็นการตกผลึกและใช้สร้างความเจริญได้แม้ในยุคปัจจุบัน และทำให้จีนในยุคศตวรรษที่ 21 กลายเป็น “มังกร”ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมโลก
นโยบายทันสมัยแบบจีนที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาความยากจนในอดีต ซึ่ง สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญในการทำให้ประชาชนจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นถ้วนทั่วหน้า ตั้งเป้าอัตราส่วนคนที่มีรายได้ปานกลางจะต้องเพิ่มขึ้นและช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทจะต้องลดลงอย่างเด่นชัด เพื่อที่ปัญหาความยากจนต้องแก้ไขให้หมดไปในที่สุด ซึ่งเมื่อการพัฒนาประเทศของจีนสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้สำเร็จ แนวคิดในการบริหารที่ทันสมัยนี้เมื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ย่อมจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชากรทั่วโลก นั่นย่อมหมายความว่า ความทันสมัยแบบจีน สามารถที่จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้กับโลกไปด้วยเช่นกัน
ประโยคทองของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่กล่าวว่า
“การที่ประชากรกว่า 1,400 ล้านคนของจีนบรรลุความทันสมัย จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาแห่งมนุษยชาติ และแบบอย่างของจีน รวมทั้งพลังของจีนที่ทุ่มเทลงไปเพื่อแก้ปัญหาของมวลมนุษย์ จะเป็นคุณูปการให้ชาวโลกสร้างสันติภาพและการพัฒนาใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย”

การที่ประเทศใหญ่อย่างจีน ซึ่งมีประวัติศาสตร์อารยธรรมยาวนานกว่า 5,000 ปี สามารถก้าวไปสู่ความทันสมัยอย่างรวดเร็ว มีผลให้ทั่วโลกต่างพากันจับจ้องมองด้วยความเชื่อที่ว่า ความทันสมัยแบบจีนจะร่วมสร้างโอกาสใหม่ให้กับโลกได้
นายภูวนารถ ณ สงขลา
นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวบางกอกทูเดย์ออนไลน์ และนิตยสาร Bangkok Wealth & Biz





นโยบายทันสมัยแบบจีนที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาความยากจนในอดีต ซึ่ง สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญในการทำให้ประชาชนจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นถ้วนทั่วหน้า ตั้งเป้าอัตราส่วนคนที่มีรายได้ปานกลางจะต้องเพิ่มขึ้นและช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทจะต้องลดลงอย่างเด่นชัด เพื่อที่ปัญหาความยากจนต้องแก้ไขให้หมดไปในที่สุด ซึ่งเมื่อการพัฒนาประเทศของจีนสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้สำเร็จ แนวคิดในการบริหารที่ทันสมัยนี้เมื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ย่อมจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชากรทั่วโลก นั่นย่อมหมายความว่า ความทันสมัยแบบจีน สามารถที่จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้กับโลกไปด้วยเช่นกัน
ประโยคทองของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่กล่าวว่า
“การที่ประชากรกว่า 1,400 ล้านคนของจีนบรรลุความทันสมัย จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาแห่งมนุษยชาติ และแบบอย่างของจีน รวมทั้งพลังของจีนที่ทุ่มเทลงไปเพื่อแก้ปัญหาของมวลมนุษย์ จะเป็นคุณูปการให้ชาวโลกสร้างสันติภาพและการพัฒนาใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย”

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/po2Tg


