พัฒนาการ 70 ปีเขตซินเจียง การพัฒนาเศรษฐกิจ กับ สิทธิมนุษยชน

 

การฉลองครบรอบ 70 ปีของ “เขตปกครองตนเองอุยกูร์ซินเจียง” (Xinjiang Uyghur Autonomous Region) ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ไม่ใช่เพราะเมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง นำคณะผู้แทนเข้าร่วมงานฉลอง ณ เมืองอุรุมชี แต่เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาเขตปกครองตนเองอุยกูร์ซินเจียง มีพัฒนาการในหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ

ในอดีต ซินเจียงเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ห่างไกล มีฐานะเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการเปิด-เชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหมใหม่ (Belt and Road Initiative) และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้หลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้ในปี 2024 มูลค่า GDP ของซินเจียงทะลุ 2 ล้านล้านหยวน

อาจจะดูว่าเป็นตัวเลขโดยรวมที่ไม่สูงมาก หากนำไปเปรียบเทียบกับประเทศขนาดใหญ่ แต่หากมองว่า ซินเจียงมีประชากร ราว 25 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรไทย มูลค่า GDP ของซินเจียง ต้องถือว่าน่าสนใจ และน่าติดตามไม่น้อยเลย

จุดเด่นของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของซินเจียง คือการเชื่อมโยงกับแนวคิด “เปิดทางตะวันตกของจีน” (Western Development Strategy) และบทบาทเป็นประตูเชื่อมโยงจีนกับเอเชียกลาง ยุโรป และแหล่งทรัพยากรในเอเชียกลาง ส่งผลให้ด้านเศรษฐกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงโดดเด่น คือ โครงสร้างเศรษฐกิจ มีความหลากหลายด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น จากเดิมที่เศรษฐกิจเน้นเกษตร ปศุสัตว์ และทรัพยากรธรรมชาติเป็นแกนหลัก แต่ปัจจุบันมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูป, พลังงานสะอาด, เทคโนโลยี, การค้าและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผ่านเส้นทางรถไฟ-ทางบกข้ามพรมแดน

ที่สำคัญ คือการเป็นเขตการค้าเสรี (Xinjiang Free Trade Zone) ซึ่งได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2023 โดยมี 3 พื้นที่หลัก ประกอบด้วย อูรุมจี, คาส์การ์ และ โครกอส เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน ทำให้ ตัวเลข ณ พฤษภาคม 2025 จำนวนกิจการลงทะเบียนในซินเจียง เพิ่มขึ้นมาเป็นมากกว่า 2.67 ล้านแห่ง โดยมีบริษัทลงทุนจากต่างประเทศ (foreign-invested enterprises) ราว 2,500 แห่ง

รวมทั้งยังมีการอัปเกรดโครงการปิโตรเคมีในซินเจียง เช่น Sinopec กำลังขยาย capacity โรงกลั่นและเพิ่มยูนิตทางเคมีในโครงการ Tahe ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าการผลิตประจำปี ได้ราว 20.2 พันล้านหยวน เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2029

ถือเป็นเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่อาจจะมองข้าม เช่นเดียวกับพัฒนาการทางด้านการศึกษา และ สังคม โดยด้านการศึกษา พบว่า Southern Xinjiang ได้ดำเนินนโยบายศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย อีกทั้งภายในแผนงาน “Xinjiang Model for Chinese Modernization” มีการเน้นการผสมผสานระหว่าง การพัฒนา การสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคง เป็นแนวทางหลัก ส่งผลให้มีการส่งเสริมการศึกษาด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ โดยมุ่งหวังให้การพัฒนาการศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านจาก “ดินแดนทรัพยากร” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม”

ซึ่งการพัฒนายังเน้นการสร้างรายได้ประชากร การสร้างคุณภาพชีวิต และสวัสดิการ อาทิ โครงการ “ขจัดความยากจน” (poverty alleviation) ที่สามารถช่วยให้ประชาชนในชนบทหลายล้านคนหลุดพ้นความยากจน ซึ่งทางการจีนระบุว่าในปี 2020 ซินเจียงช่วยชาวชนบท 3.06 ล้านคนให้พ้นจากความยากจน

อย่างไรก็ตาม ซีกโลกตะวันตกยังคงจับตามองเรื่องสิทธิมนุษยชนในซินเจียง มีการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดเรื่องเกี่ยวกับการคุมขังชาวอุยกูร์ การจำกัดเสรีภาพทางศาสนาและวัฒนธรรม ขณะที่รัฐบาลจีนได้ชี้แจงอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดเช่นกันว่า การดำเนินมาตรการ “ต่อต้านความรุนแรง  การรังแก  และการแปรพักตร์” เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในภูมิภาค

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 – 25 กันยายน 2025 ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้เดินทางตรวจเยี่ยมซินเจียง และเน้นย้ำว่า “การรักษาเสถียรภาพทางสังคม” ต้องเป็นประเด็นสำคัญควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ  โดยมีเป้าหมายสร้างความยั่งยืนของการเติบโต ด้วยการเสริมสร้างนวัตกรรม การแข่งทางตลาด และประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งจะทำให้ซินเจียงมีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกด้วยสินค้าจากซินเจียง ขณะที่ สหรัฐฯ หรือยุโรป กลับอ้างเรื่อง “แรงงานบังคับ” และนำมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปยังสินค้าที่ผลิตในซินเจียง ซึ่งวิธีการนี้น่าจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวซินเจียงมากกว่า

ขณะที่การสนับสนุนจากรัฐบาลกลางที่ช่วยให้ซินเจียงมีการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานในด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ และระบบนิเวศ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำภายในภูมิภาค รวมทั้งให้โอกาสพื้นที่ชายขอบมีการพัฒนา ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การพัฒนาซินเจียงมีความครอบคลุม ซึ่งสวนทางกับการวิพากษ์วิจารณ์ของฝั่งตะวันตก ที่อ้างว่าการพึ่งพาการอัดฉีดงบประมาณ และโครงการรัฐขนาดใหญ่ อาจให้ตัวเลขเติบโตสูงขึ้นก็จริง แต่ไม่ยั่งยืนหากไม่เกิดการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและนวัตกรรมท้องถิ่น เพราะวันนี้ซินเจียงมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างชัดเจนแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง การที่ซินเจียงมีบทบาทยุทธศาสตร์ เชื่อมเส้นทางบกไปยุโรป/เอเชียกลาง ซึ่งทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โครงการพลังงานหมุนเวียน และการเปิดโซนการค้าเสรี จึงทำให้มีทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ด้านการค้าไทยกับเขตซินเจียง พบว่าไทยมีการค้ากับซินเจียงบ้าง แม้จะยังไม่มากนัก แต่พบว่ามีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น อาทิ รายงานข่าวเกี่ยวกับการนำเข้าองุ่นจากซินเจียง ราว 463.5 ตัน ส่งมาไทยครั้งแรกโดยรถไฟขนส่งเย็น (cold chain train) จากอูรุมูชี ไปกรุงเทพฯ ถือเป็นสัญญาณบวกว่ามีการเปิดตลาดและเริ่มมีช่องทางขนส่งที่เชื่อถือได้ระหว่างซินเจียงกับไทย

ขณะที่ไทยมีการค้ากับมณฑลในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เช่น มณฑล Gansu มี MoU เพื่อขยายการค้าสินค้าเกษตร ผลไม้ และโลจิสติกส์ ซึ่ง Gansu อยู่ใกล้กับพื้นที่ซินเจียง จุดนี้จึงอาจเป็นทางผ่านหรือสะพานขยายต่อเข้าสู่ซินเจียงในอนาคต

ดังนั้น ไทยควรพยายามเพิ่มการค้ากับเขตซินเจียง โดยเน้นศักยภาพส่งออกของไทย กับ “สิ่งที่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการในซินเจียงต้องการ” ซึ่งสภาพภูมิอากาศของซินเจียงแห้งมาก ทำให้สินค้านำเข้า ที่เป็นอาหารสด สินค้าเกษตรเขตร้อน และสินค้าบริโภคจากนอกพื้นที่ “เป็นที่นิยม” เช่น ผลไม้ไทย อย่างทุเรียน มังคุด มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ลำไย น่าจะส่งออกได้ดี

นอกจากนี้ ซินเจียงเป็นเขตในแผ่นดิน ไม่มีทางออกทะเล ความต้องการอาหารทะเลสด อาหารทะเลแช่แข็งจึงมีสูง ไทยจึงสามารถสร้างตลาดส่งออกกุ้ง ปลาทูน่า อาหารกระป๋องได้ รวมไปถึงข้าวหอมมะลิไทย ก็เป็นสินค้าพรีเมียมที่ตลาดบนของซินเจียงนิยมด้วยเช่นกัน

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์

#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวWealthAndBiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/kL8XY
More
articles