‘พระอลงกต’ ข้อมูลลึกลับซับซ้อน?

บานปลายจนกลายเป็นประเด็นร้อนในตอนนี้ เมื่อพบว่า “พระอลงกต” มีการใช้ชื่อ และนามสกุล รวมถึงมีการใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ที่ไปซ้ำกับ “นายอลงกต พลมุข” ที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว

ที่สำคัญทำไม “พระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จึงมีข้อมูลในใบสุทธิพระ ในข้อมูลทะเบียนราษฏร์ รวมถึงในประวัติที่เผยแพร่ต่อสังคมที่ไม่ตรงกัน

โดยเฉพาะใบสุทธิ ทำไมข้อมูลจึงคล้ายกับ นายอลงกต พลมุข ราวกับเป็นคนเดียวกัน

ประเด็นแรก ข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลัก กรมการปกครอง ยืนยันว่าเลขบัตรประชาชนที่เป็นทางการของพระอลงกต กับ นายอลงกต พลมุข เป็นเลขคนละชุด ไม่ได้ซ้ำกันอย่างแน่นอน

กรมการปกครอง ชี้แจงว่า พระอลงกต เลขประจำตัวประชาชน x-xxxx-xxxxxx-50-7 นามสกุล พูลมุข มีสระ อู เกิดปี 2503

ส่วน นายอลงกต พลมุข มีเลขประจำตัวประชาชน x-xxxx-xxxxxx-46-3 นามสกุล พลมุข ไม่มีสระ อู เกิดปี 2505 เพราะฉะนั้นเป็นคนละคนกันแน่นอน

ซึ่งคนเขาก็ไม่ได้สงสัยประเด็นนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นคนละคนกัน เลขบัตรประชาชนจึงต้องต่างกัน เพราะถ้าเลขบัตรประชาชนเกิดซ้ำกันขึ้นมา กรมการปกครองพังแน่!

และเพราะเหตุนี้ทั้งกลุ่มคน และทนายที่รับหน้าที่แก้ต่างให้พระอลงกต ต่างก็ใช้คำยืนยันของกรมการปกครอง มาแถลงมากล่าวอ้างว่า เห็นมั้ยเลขบัตรประชาชนไม่ได้ตรงกัน

แต่ไม่ตอบเรื่องที่ข้อมูลในใบสุทธิพระ รวมถึงในประวัติที่เผยแพร่ต่อสังคม มีความแตกต่างกัน

ประเด็นที่สอง ข้อมูลในใบสุทธิ ของพระอลงกต ที่ให้ไว้ตอนบวชครั้งแรกปี 2529 ระบุว่า ชื่อเดิม นายอลงกต พลมุข วันเกิด 1 ธันวาคม 2498 และเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ตรงกับ นายอลงกต พลมุข ผู้ที่เสียชีวิตแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน

ข้อมูลชุดนี้ ชื่อ-นามสกุล เหมือนกันเป๊ะ ไม่มีสระอูที่อ้างว่าเป็นความแตกต่าง รวมทั้งเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก็ตรงกันเป๊ะ

ทำไมข้อมูลในใบสุทธิของพระอลงกต จึงแตกต่างกับฐานข้อมูลจริงของกรมการปกครอง ทั้งนามสกุล วันเกิด ปีเกิด และเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ที่ซ้ำกับผู้อื่น

ซึ่งกรมการปกครอง ระบุว่า เรื่องข้อมูลที่แตกต่างนี้ไม่สามารถชี้แจงได้ เพราะเอกสารใบสุทธิไม่ได้ออกโดยกรมการปกครอง

คำถามคือ ไม่ว่าใครจะกรอกก็ตาม คนที่กรอกไปเอาฐานข้อมูลที่ตรงกัน โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มาจากไหน

แม้แต่ชื่อบิดา-มารดา ก็ซ้ำกัน ต่างตรงชื่อแม่ที่ผิดกันนิดหน่อยเท่านั้น คือ บิดา-มารดาพระอลงกต คือ นายเสริมวิทย์ และนางวิไลภรณ์ ส่วนบิดา-มารดาของนายอลงกต คือ นายเสริมวิทย์ และนางวิไลวรรณ

คนใกล้ชิดพยายามอ้างว่าเป็นความผิดพลาดในการจดบันทึกของผู้กรอกเอกสาร อ้างว่าพระอลงกตไม่ได้กรอกเอง และอ้างว่าอาจจะเป็นไวยาวัจกรที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นคนกรอก

ประเด็นที่สาม ข้อมูลเอกสาร ที่พระอลงกต กรอกเพื่อรับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2540 ระบุว่า ชื่อเดิม นายอลงกต พลมุข วันเกิด 9 ธันวาคม 2496 บิดา-มารดา ชื่อนายเสย และนางนิตย์ พลมุข ประวัติการทำงาน เคยเป็นนักวิชาการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนอุปสมบท

นามสกุลยังคงใช้ พลมุข ที่ไม่มีสระอู ไม่ได้ใช้ พูลมุข อย่างที่กรมการปกครองระบุว่าเป็นข้อมูลทางการ ขณะที่ปีเกิดก็แตกต่างไป แถมชื่อบิดา-มาดา ก็แตกต่างไปจากเดิมด้วย

แต่ที่น่าสังเกตุคือ มีการระบุอาชีพก่อนบวชว่าเป็นนักวิชาการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก็ไปคล้ายกับข้อมูลของนายอลงกต ที่เป็นข้าราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่พระอลงกตไม่เคยทำบัตรประชาชนมาก่อนเลยจนกระทั่งปี 2552 จึงทำบัตรประชาชนครั้งแรก แล้วพระอลงกตใช้เอกสารประจำตัวใดในการเข้ารับราชการ?

คำถามคือ ข้อมูลที่กรอกเพื่อรับวุฒิดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปกติทั่วไปเจ้าตัวจะเป็นคนกรอก ครั้งนี้จะอ้างว่าคนอื่นกรอกอีกหรือไม่???

ประเด็นที่สี่ ตามข้อมูลกรมการปกครอง ชี้แจงว่า พระอลงกต มีชื่อเดิม คือ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว เกิด พ.ศ.2503 ต่อมาปี 2529 ได้บวชเป็นพระ แต่ใช้ชื่อว่า “อลงกต พลมุข” ในการออกใบสุทธิ โดยมีชื่อพ่อแม่ และเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ตรงกับนายอลงกต ทั้งๆ ที่ขณะนั้น ตามทะเบียนราษฏร์ ใช้ชื่อ นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว อยู่

เท่ากับว่าตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา พระอลงกตใช้ใบสุทธิที่เป็นชื่อ “อลงกต พลมุข” เป็นเอกสารสำหรับติดต่อราชการ มาตลอด โดยไม่ได้สงสัยอะไรเลยกับข้อมูลในใบสุทธิที่มีคนกล่าวอ้างว่าคนอื่นเป็นคนกรอก และกรอกผิด

ต่อมาในปี 2552 พระอลงกต ไปทำเอกสารราชการใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อจาก เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว เป็น “อลงกต พูลมุข” ถือเป็นการเปลี่ยนชื่อมาเป็นอลงกตอย่างเป็นทางการครั้งแรก และมีการเติมสระอูที่นามสกุล เป็นนามสกุล พูลมุข อย่างที่กรมการปกครองระบุว่าเป็นนามสกุลทางการที่ระบุในทะเบียนราษฎร์

ที่สำคัญคือ ในวันที่ 2 มีนาคม 2552 นั้น พระอลงกตได้ทำธุรกรรมเอกสารที่ก่อให้เกิดข้อสงสัย คือ ไปแจ้งขอเปลี่ยนชื่อที่ อ.เมืองลพบุรี จาก เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว เป็นพระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต พูลมุข) จากนั้นในวันเดียวกันนั่นแหละ หลังเปลี่ยนชื่อเสร็จและได้เอกสารเปลี่ยนชื่อแล้ว ก็เดินทางไปที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี เพื่อทำบัตรประชาชน โดยใช้เลข 13 หลักของตัวเองในการทำบัตร

แต่ก็ยังมีหมายเหตุไว้ท้ายคำร้องขอทำบัตรว่า “การขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งนี้ อาศัยข้อมูลตามใบสุทธิของพระอลงกต เมื่อปี 2529”

มีหมายเหตุนี้ไว้เพื่อ? ในเมื่อเลขบัตรประชะาชน 13 หลัก ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กับ ข้อมูลตามใบสุทธิ ไม่ได้ตรงกัน

วันที่ 2 มี.ค.2559 บัตรประจำตัวใบแรกหมดอายุ จึงต้องทำบัตรใหม่ เป็นครั้งที่ 2 แต่ขอเปลี่ยนชื่อจาก พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต พูลมุข) เป็นชื่อใหม่ คือ พระอุดมประชาทร (อลงกต พูลมุข)

หลังจากนั้น 9 เดือน ก็มาทำบัตรใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 26 ธ.ค. 2559 โดยขอเปลี่ยนชื่อจาก พระอุดมประชาทร (อลงกต พูลมุข) กลับไปเป็น พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต พูลมุข)

และสุดท้ายเมื่อ 28 ธ.ค. 2565 พระอลงกตได้ทำบัตรใหม่ในชื่อเดิมตามบัตรใบก่อนหน้า คือ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต พูลมุข) และเป็นบัตรตลอดชีพ

เป็นการทำเอกสารบัตรประชาชนกับทางราชการ ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยข้อสังเกตุตามมามากมาย ซึ่งแน่นอนว่า กรมการปกครอง คงไม่มีข้อสงสัยใดๆ เพราะการเปลี่ยนชื่อกับการขอทำบัตรใหม่ ถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามระบบราชการ ส่วนจะทำเพื่ออะไรนั้นไม่รู้ และคงไม่ไปตรวจสอบ

ประเด็นที่ห้า กรณีที่มีการพบว่า ในการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ เลขบัตรประชาชนของ นายอลงกต พลมุข (ผู้เสียชีวิต) เงินจะไปเข้าบัญชีปลายทางเป็น กองทุนอาทรประชานาถ ของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งพระอลงกตเป็นผู้ดูแลกองทุนอยู่ ทำให้เกิดข้อสงสัยทั้งทำได้อย่างไร และทำเพื่ออะไร

ซึ่งกรมการปกครอง ระบุว่า การเปิดพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย เป็นการดำเนินการโดยธนาคารพาณิชย์ ไม่เกี่ยวข้องกับกรมการปกครอง เท่ากับว่าเป็นกรณีที่ทางธนาคารจะต้องตรวจสอบและชี้แจง

ซึ่งธนาคารกรุงเทพชี้แจงแล้วว่า บัญชีดังกล่าว พระอลงกตเป็นผู้มาขอเปิดบัญชีเมื่อปี 2540 โดยใช้ใบสุทธิเป็นหลักฐาน นั่นแปลว่าเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ใช้จากในใบสุทธิ ย่อมเป็นเลข 13 หลักของนายอลงกต พลมุข ไม่ใช่เลข 13 หลักของพระอลงกต

จึงไม่แปลกที่ หลังจากนั้นในปี 2561 มีการมาขอให้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับบัญชีดังกล่าว จึงทำให้บัญชีพร้อมเพย์ต้องเป็นเลข 13 หลักของนายอลงกต พลมุข ไปด้วย

สรุป ฐานข้อมูลของพระอลงกตที่เป็นทางการ คือ เกิดและทำสูติบัตร ในปี 2503 โดยใช้ชื่อ ด.ช.ไกร เพ็ชร์แก้ว จากนั้นเข้าสู่ระบบทะเบียนบ้าน ที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2503 ด้วยชื่อ ด.ช.ไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีการใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก พอวันที่ 26 ธ.ค. 2527 ซึ่งมีการใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักแล้ว นายไกร จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว พร้อมกับมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นครั้งแรกในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ซึ่งเป็นเลขประจำตัวประชาชน ที่กรมการปกครองใช้ในการชี้แจง ว่า ตามทะเบียนราษฏร์ เลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ของพระอลงกต และนายอลงกต ไม่ตรงกัน และไม่ใช่บุคคลเดียวกัน นั่นเอง

คำถามสรุป ข้อมูลต่างๆที่ไม่ตรงกัน รวมทั้งข้อมูลที่สับสน ซ้ำซ้อนกับนายอลงกต พลมุข แม้ไม่ใช่การสวมชื่อคนตาย เพราะนายอลงกต เพิ่งจะเสียชีวิตในปี 2566 แต่น่าคิดว่าเกิดอะไรขึ้น พระอลงกต ถึงไปมีการใช้ข้อมูลที่ซ้ำ ที่เหมือน หรือที่คล้ายบางส่วน กับนายอลงกต มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา

มีเหตุผลลึกๆอะไรเช่นนั้นหรือ?

มีแต่ พระอลกต เท่านั้น ที่จะเป็นคนตอบปริศนาเหล่านี้ อยู่ที่ว่า จะยอมตอบหรือไม่?

กรศิริ

#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวWealthAndBiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/oIPCO
More
articles