ผ่าพิมพ์เขียว ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 15’ จีนกำลังเดินไปทางไหน และไทยจะได้อะไร?

การประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 26–29 ตุลาคม 2569 สะท้อนถึงมิติในการเสริมสร้างการบริหารพรรคอย่างเข้มงวด และขีดความสามารถในการกำกับประเทศ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยมี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) เป็นยุทธศาสตร์และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่แผนที่จะกำหนดว่าจีนจะเติบโตด้วยอัตราเท่าใดในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่เป็นแผนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อนำจีนเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา โดยเป้าหมายสำคัญคือ การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การขยายตลาดภายในประเทศ และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

ก่อนมองไปข้างหน้า ต้องเข้าใจก่อนว่าจีนไม่ได้เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 จากภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแรงเหมือนในอดีตทุกด้าน โดยในปี 2568 จีนมี GDP ประมาณ 140.19 ล้านล้านหยวน เติบโต 5.0% ทำให้เศรษฐกิจจีนทะลุระดับ 140 ล้านล้านหยวนเป็นครั้งแรก โดยภาคบริการขยายตัว 5.4% ขณะที่ภาคการผลิตยังเติบโต 6.1% และภาคเทคโนโลยีสารสนเทศมีการขยายตัวในระดับสูง แต่การเติบโตยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความเสี่ยงด้านหนี้ และการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับประเทศตะวันตก ส่งผลให้ ในปี 2569 GDP จีนไตรมาส 1 เติบโต 5.0% ไตรมาส 2 ชะลอลงมาอยู่ที่ 4.3% และไตรมาส 3 อยู่ที่ 4.5% ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 4.6%

ที่น่าสนใจ คือ โครงสร้างภายในของจีนกำลังเปลี่ยน โดยใน 9 เดือนแรกของปี 2569 ภาคบริการขยายตัว 5.2% ขณะที่ภาคการผลิตยังเติบโต การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.3% และการผลิตภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 5.6% ขณะที่ธุรกิจสารสนเทศ ซอฟต์แวร์ และบริการเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น 10.4% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า จีนกำลังพยายามเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจจากการขยายตัวเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผลิตภาพ และอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านพิมพ์เขียว 5 ปี เพื่อมุ่งสู่ “จีนยุคใหม่” ด้วยการไม่ได้กำหนดตัวเลข GDP รายปีแบบตายตัว แต่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมยกระดับคุณภาพของการเติบโต

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงตั้งเป้าให้ปัจจัยการผลิตภาพรวมเพิ่มขึ้น การบริโภคภายในประเทศมีบทบาทมากขึ้น ระบบอุตสาหกรรมมีความสมบูรณ์และปลอดภัยมากขึ้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทต่อการเติบโตมากขึ้น เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัว ที่สำคัญเป็นการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นี่จึงไม่ใช่แผน “กระตุ้นเศรษฐกิจแบบระยะสั้น” แต่เป็นแผนเปลี่ยนโครงสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จาก Made in China สู่ “Invented and Intelligent in China”

เนื่องจากในแผนมีการกำหนดให้อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ พลังงานใหม่ ยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ชีวการแพทย์ อุปกรณ์ไฮเทค การบินและอวกาศ เป็นต้น ขณะเดียวกันยังวางอุตสาหกรรมอนาคต อย่าง Quantum Technology, Hydrogen, Nuclear Fusion, Brain-Computer Interface, Embodied AI และ 6G ซึ่งเมื่อจีนยกระดับเทคโนโลยีของตนเองได้สำเร็จ บริษัทจีนจะไม่ได้แข่งขันกับโลกด้วย “ต้นทุนต่ำ” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะแข่งขันด้วยต้นทุน, เทคโนโลยี, ขนาดการผลิต, ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดภายในประเทศ เมื่อถึงวันนั้น จีนจะเปลี่ยนจากประเทศที่ “ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก” ไปสู่ประเทศที่ “สร้างเทคโนโลยีและระบบอุตสาหกรรมที่คนอื่นต้องพึ่งพา” ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีน

ที่ประชุมในครั้งนี้ จึงส่งสัญญาณเร่งสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ผ่านการใช้นวัตกรรมขั้นสูง, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีสีเขียว และระบบอัตโนมัติ เพื่อสร้างการเติบโตในรูปแบบใหม่ ที่เน้นการพึ่งพาตนเองเพื่อรับมือแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการมุ่งลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยีต้นน้ำจากชาติตะวันตก โดยพยายามปิดช่องโหว่ด้านเทคโนโลยี ผ่านการสนับสนุนเงินทุนวิจัยและการพัฒนากลไกภายในประเทศ เพื่อรองรับมาตรการคว่ำบาตรหรือการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น รวมไปถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่าง จีน–สหรัฐฯ ที่เข้มข้น สะท้อนมุมมองว่า  เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความมั่นคงด้วยเช่นกัน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จึงให้ความสำคัญกับการวิจัยพื้นฐาน เทคโนโลยี การบูรณาการการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสร้างระบบนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลโลก (Global Governance) ในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าจีนมีความพร้อมรับมือความไม่แน่นอนสูงจากระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

ในด้านของการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงของชาติ วาระหลักจึงเป็น “การกำกับดูแลพรรคอย่างเคร่งครัดและรอบด้าน” โดยการประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการพิจารณาร่างมติเพื่อยกระดับวินัย การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่องในทุกระดับ อันจะเป็นการสร้างเอกภาพสูงสุดภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 21 ในปีหน้า (2570)

การเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 15 วางรากฐานเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน จาก “โรงงานของโลก” สู่ “มหาอำนาจเทคโนโลยี–อุตสาหกรรม” ไทยจึงต้องคิดให้ไกลกว่าการส่งออกสินค้าไปจีน เพราะจีนไม่ได้ต้องการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ การกระตุ้นการบริโภค การเพิ่มการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างตลาดภายในประเทศที่เป็นหนึ่งเดียว จึงมีนัยสำคัญและมีความหมายต่อธุรกิจไทยอย่างมาก

ในอดีตผู้ประกอบการไทยอาจจะถามว่า “ไทยจะส่งสินค้าอะไรไปจีน?” แต่วันนี้คำถามที่เหมาะกับจีนยุคใหม่อาจจะเป็นว่า “ไทยจะเข้าไปอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจจีนและห่วงโซ่อุปทานจีน?” เพราะโอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่การส่งออกสินค้า แต่รวมถึงบริการ สุขภาพ อาหาร การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ดิจิทัล การลงทุน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี

ตลอดระยะที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–จีนมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 12 ปี ตัวเลขการค้าสองประเทศในปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 116,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และความร่วมมือกำลังขยายจากการค้าไปสู่ EV เทคโนโลยี และการลงทุน ซึ่งข้อมูล BOI พบว่า การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีนในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 5.52 พันล้านดอลลาร์ หรือ 172,114 ล้านบาท จาก 982 โครงการ สะท้อนถึงโอกาสที่ไทยจะเป็นฐานผลิตของจีนสู่อาเซียน เนื่องจาก ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงกับอาเซียน แต่เงื่อนไขสำคัญคือไทยต้องไม่หยุดอยู่ที่การรับจ้างประกอบ เพราะถ้าการผลิตที่เข้ามาในไทยเป็นเพียงการนำชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบ มูลค่าเพิ่มภายในประเทศจะจำกัด และต้องระวังไม่ให้เป็นเพียง “ตลาดรองรับเทคโนโลยี” แต่ควรใช้เป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการผลิตและเทคโนโลยีในประเทศไทย

สุดท้ายที่สำคัญคือ ภาคธุรกิจไทย ไม่ควรมองเฉพาะแค่โอกาสอย่างเดียว แต่ต้องมองอีกมุมด้วยเช่นกันว่า ยิ่งจีนเพิ่มการผลิตและเทคโนโลยีมากเท่าใด บริษัทจีนจะยิ่งสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น ไทยย่อมเผชิญการแข่งขันการค้าที่ต้องเตรียมรับมือเช่นกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 15 ของจีน จึงเป็นทั้งโอกาสครั้งใหญ่และความท้าทายครั้งสำคัญ

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว Bangkok Today Online

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/jdy0Y
More
articles