วันที่ 26 พ.ค. ที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง นำทีมคณะกรรมการมูลนิธิฯ แถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2567 โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งผู้มีอุปการะคุณ ผู้มีจิตศรัทธา ตำรวจสน.พลับพลาไชย 1 และ 2 ตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตป้อมปราบฯ รวมถึงภาคีเครือข่ายและสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน
นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมผู้บริหารมูลนิธิฯ แถลงผลการดำเนินงานปี 2567 ว่า มูลนิธิฯ ใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนกว่า 511 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ซึ่งใช้งบประมาณราว 501 ล้านบาท แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการ “ช่วยชีวิต” งบประมาณกว่า 166 ล้านบาท มีผู้ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 491,905 คน อาทิ การช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัยในภาคเหนือและ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งความช่วยเหลือครอบคลุมการช่วยชีวิตเมื่อประสบเหตุ และฟื้นฟู เยียวยา ด้านการ “รักษาชีวิต” หน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนของมูลนิธิฯ ตรวจรักษาประชาชนทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงถิ่นทุรกันดาร และยังสนับสนุนเครื่องมือทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลต่างๆ รวมงบประมาณกว่า 38.4 ล้านบาท และด้านการ “สร้างชีวิต” มูลนิธิฯ จัดโครงการต่างๆ กว่า 10 โครงการ ครอบคลุมด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการดำรงชีพ กว่า 278 ล้านบาท มีผู้ได้รับการสงเคราะห์ จำนวน 956,645 คน
นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวถึงผลการดำเนินงานปี พ.ศ.2567 ที่ผ่านมาว่า มูลนิธิฯ ได้ใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน กว่า 511 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ.2566 ซึ่งใช้งบประมาณราว 501 ล้านบาท โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้าน ตามปณิธานของมูลนิธิฯ ได้แก่ ด้านการ “ช่วยชีวิต” ซึ่งปี พ.ศ.2567 ประเทศไทยเกิดมหาอุทกภัยที่ภาคเหนือและ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มูลนิธิฯ ได้บูรณาการทั้งทีมบรรเทาสาธารณภัย และทีมสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ให้ความช่วยเหลือครอบคลุมการช่วยชีวิตเมื่อประสบเหตุ และฟื้นฟู เยียวยา อีกทั้งแผนกฝึกอบรมของมูลนิธิฯ ยังคงเดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อป้องกันและลดการสูญเสีย แก่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน รวมงบประมาณกว่า 166 ล้านบาท มีผู้ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 491,905 คน
สำหรับปี 2568 นี้ มูลนิธิฯ กำลังดำเนินโครงการใหม่ๆ ได้แก่ โครงการมอบทุนการศึกษา เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาด้านสาธารณสุขให้กับนักเรียนด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร เพื่อกลับไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชุมชนบ้านเกิด ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข กลุ่มเป้าหมายจะเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาด้านสาธารณสุข และโครงการสนับสนุนไม้เท้าขาวแก่ผู้พิการทางสายตา
แพทย์หญิงมนนภา ขุนณรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลหัวเฉียว ได้กล่าวถึงรายละเอียดโครงการในด้านช่วยเหลือสังคมรวม 7 โครงการ รวมจำนวนการช่วยเหลือกว่า 29 ล้านบาท โดยในปี 2567 โดยโครงการที่มูลนิธิฯ ได้ให้สนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยฟอกไต (กว่า12 ล้านบาท) รถ X-Ray Digital Mobile เพื่อบริการชุมชน ที่มูลนิธิฯ มอบให้กับโรงพยาบาลหัวเฉียวเมื่อปี 2566 ได้ลงพื้นที่บริการประชาชนซึ่งมูลนิธิฯได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 7.4 ล้านบาทและโครงการสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยกว่า 2 ล้านบาท
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยฯ ได้ขับเคลื่อนพันธกิจตอบโจทย์ ’การสร้างชีวิต’ ผ่าน 4 มิติเด่นเพื่อสังคม
ได้แก่ 1. หลักสูตรใหม่ตอบโจทย์สังคม โดยจัดให้มี 3 หลักสูตรใหม่ ตอบโจทย์สังคมและโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน 5 ประเทศกว่า 1,500 คน 2. ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสังคม บ่มเพาะจิตอาสา! กว่า 50 รายวิชา ช่วยเหลือชุมชน และทุนการศึกษา กว่า 30 ล้านบาท 3. วิจัยเพื่อพัฒนาสังคม สร้างงานวิจัยโดยใช้ “นวัตกรรม” พัฒนาชุมชนสมุทรปราการ เพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจ รักษ์สิ่งแวดล้อม และดูแลสุขภาพ และ 4. การบริการสังคม กว่า 40 โครงการ บริการสังคม ตอกย้ำปณิธานการให้
ทั้งนี้ นายวิเชียร ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้าง ‘ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว’ พุทธสถานประวัติศาสตร์แห่งการรวมพลังศรัทธาของหลวงปู่ไต้ฮง อันเป็นที่ประดิษฐานองค์ไต้ฮงกงหินหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งผลความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2568
“โดยรวมแล้วดำเนินการไปกว่า 96.25% ส่วนของโครงสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ 100 % งานตกแต่งลวดลายประเพณีจีน รวมถึงประติมากรรมจีนต่างๆ ดำเนินการไปแล้วกว่า 90 %”
นอกจากนี้ ในส่วนของงานปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ดำเนินไปกว่า 76% โดยศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวแห่งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้สาธุชนได้เข้ากราบไหว้สักการะภายในปี 2568 นี้


