นิวยอร์ก, 3 ม.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (2 ม.ค.) เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่าบรรดาเจ้าของโรงแรมในสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับความยากลำบากในปี 2021 หลังธุรกิจยังคงทรุดตัวต่อเนื่องจากยอดจองที่ลดลงสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)
“การเริ่มฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ และยุโรป อาจทำให้ประชาชนเริ่มกลับมาเดินทางอีกครั้ง และส่งผลให้ส่วนแบ่งของโรงแรมและผู้ประกอบการดีดตัวขึ้น อย่างไรก็ดีกลุ่มนักลงทุนและนักวิเคราะห์ชี้ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่ายอดจองจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดใหญ่” รายงานระบุพร้อมเสริมว่าธุรกิจยังต้องเผชิญกับความตึงเครียดทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องดิ้นรนเพื่อจ่ายค่าจำนอง ค่าจ้าง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน
“แม้ว่ายอดจองจะลดลงเป็นประวัติการณ์ แต่โรงแรมหลายแห่งในสหรัฐฯ ยังคงเปิดให้บริการอยู่ได้ด้วยมาตรการผ่อนปรนหนี้จากธนาคาร และความช่วยเหลือชั่วคราวจากรัฐบาล อาทิ โครงการให้สินเชื่อเพื่อคุ้มครองธุรกิจ (PPP) อย่างไรก็ดีขณะนี้ผู้ให้กู้ยืมบางรายเริ่มทนต่อไม่ไหว ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดและขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2021” รายงานอ้างคำกล่าวของกลุ่มนายหน้าและนักลงทุน
ด้านบริษัทเอสแอนด์พี โกลบอล เรตติงส์ (S&P Global Ratings) ได้ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤศจิกายนว่ารายได้ต่อห้องพักของโรงแรมในสหรัฐฯ ลดลงถึงร้อยละ 50 ในปี 2020 พร้อมคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตขึ้นในปี 2021 แต่จะยังคงต่ำกว่าในปี 2019 ราวร้อยละ 20-30 และจะไม่ฟื้นตัวเต็มที่ก่อนปี 2023
“การเดินทางเพื่อธุรกิจเป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษ แม้ว่านักวิเคราะห์บางคนคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นปกติในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ในหลายพื้นที่ แต่ความต้องการลดต้นทุนและความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการประชุมทางออนไลน์อาจส่งผลให้การเข้าประชุมตามโรงแรมลดน้อยลงในช่วงอนาคตอันใกล้นี้” รายงานชี้
นอกเหนือจากธุรกิจและโรงแรมสำหรับการประชุมขนาดใหญ่แล้ว แนวโน้มธุรกิจโรงแรมประเภทอื่นดูจะไม่ค่อยดีนัก รายงานคาดการณ์ว่าชาวอเมริกันหลายล้านคนที่กักตัวอยู่ในบ้านอาจต้องการกลับมาเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้งตามสถานที่ยอดนิยมสำหรับการเดินทางเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ “คาดการณ์ว่ายอดจองในสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนยอดนิยมอย่างไมอามี หรือซานดิเอโก จะเพิ่มสูงขึ้นทันทีที่วัคซีนถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย และประชาชนเริ่มรู้สึกปลอดภัย” กลุ่มนักวิเคราะห์ชี้
อย่างไรก็ดี โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ที่ดำเนินมา 3 สัปดาห์นั้นมีประชาชนได้รับวัคซีนน้อยกว่าที่คาด เนื่องจากกระบวนการดำเนินไปอย่างล่าช้ากว่าที่ทางการคาดการณ์ไว้ และถูกรุมเร้าด้วยความสับสนและความไม่เป็นระเบียบในหลายรัฐ
“ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลกลางจึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน 20 ล้านคนภายในสิ้นปี 2020 ตามที่ได้สัญญาไว้ได้” รายงานระบุ หลังมีประชาชนได้รับวัคซีนเพียง 2.8 ล้านโดส จากวัคซีนมากกว่า 12 ล้านโดสที่ถูกส่งมาจากโมเดอร์นา (Moderna) และไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech)
ทั้งนี้ ยอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันผลในสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 20 ล้านราย ในวันศุกร์ (1 ม.ค.) ขณะที่การค้นพบโรคโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ในประเทศได้เพิ่มแรงกดดันให้เกิดการฉีดวัคซีนอย่างเร่งด่วน
ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ รายงานว่าสหรัฐฯ ตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 มากกว่า 20.1 ล้านราย และผู้เสียชีวิตมากกว่า 347,000 ราย เมื่อนับถึงช่วงบ่ายวันศุกร์ (1 ม.ค.) โดยขณะนี้ประชากรสหรัฐฯ ซึ่งครองสัดส่วนราวร้อยละ 4 ของประชากรโลกนั้นมีสัดส่วนผู้ป่วยโรคโควิด-19 เกือบ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยกว่า 83.8 ล้านราย และร้อยละ 19 ของผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว 1.8 ล้านรายทั่วโลก


ข่าว-ภาพ : xinhuathai


