ดร.สุชาติ ฟันธง! แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ Bangkok Wealth & Biz ว่า การแก้คอร์รัปชันในประเทศไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ตั้งใจ ใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงเรื่องของคนบางคนที่รับสินบน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำลายเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ความสามารถในการแข่งขัน และการลงทุนของประเทศ แต่เหนือกว่ากฎหมายและองค์กรตรวจสอบทั้งหมด ยังมีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ คุณภาพและความสุจริตของผู้นำประเทศ เพราะหากผู้นำใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือยอมให้พวกพ้องทุจริตเสียเอง ต่อให้มีกฎหมายดีเพียงใด องค์กรปราบคอร์รัปชันก็ยากที่จะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ในทางตรงกันข้าม หากผู้นำมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างรัฐบาลที่สะอาด ระบบราชการทั้งระบบก็จะได้รับสัญญาณอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ผู้นำที่สะอาด คือจุดเริ่มต้นของการปราบคอร์รัปชัน

“สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด เมื่อ นายลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนแรก และรัฐบาลของเขาเข้าบริหารประเทศในปี 1959 การสร้างรัฐบาลที่สุจริตถูกกำหนดให้เป็นภารกิจสำคัญตั้งแต่ต้น ประวัติอย่างเป็นทางการของ Corrupt Practices Investigation Bureau หรือ CPIB ระบุว่า รัฐบาลในยุคนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะยุติการคอร์รัปชัน ซึ่งเดิมมีอยู่อย่างมากมายในทุกระดับ และต่อมาได้เสริมอำนาจทางกฎหมายและการสอบสวนให้ CPIB อย่างจริงจัง ซึ่ง ลี กวน ยู เคยอธิบายหลักคิดของตนเองไว้อย่างชัดเจนว่า ตราบใดที่ แกนกลางของผู้นำยังสะอาด ระบบที่เสื่อมแล้วก็ยังสามารถนำกลับมาจัดระเบียบได้ หลักการนี้สำคัญมาก เพราะการปราบคอร์รัปชันไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากเจ้าหน้าที่ระดับล่างเพียงฝ่ายเดียว หากนักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ให้ความคุ้มครองแก่การทุจริต สิงคโปร์จึงสร้างหลักว่า CPIB สามารถสอบสวนผู้กระทำผิดได้ โดยไม่คำนึงถึงฐานะ ตำแหน่ง หรือระดับอำนาจ และในประวัติศาสตร์ก็มีรัฐมนตรีระดับสูงถูกสอบสวนจริง นี่คือสาระสำคัญของคำว่า Political Will หรือ เจตจำนงทางการเมือง ไม่ใช่เพียงกล่าวว่า “จะปราบคนโกง” แต่ไม่ยอมให้กฎหมายตรวจสอบแม้แต่คนในรัฐบาลและคนใกล้ชิดของตนเอง”

ดร.สชาติ กล่าวด้วยว่า การปราบคอร์รัปชันในประเทศจีนภายใต้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งของบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนการปราบคอร์รัปชัน นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 สี จิ้นผิงได้ดำเนินการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางครอบคลุมตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค รัฐบาล กองทัพ และรัฐวิสาหกิจ จุดสำคัญคือ การส่งสัญญาณว่า ตำแหน่งใหญ่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ ดังนั้น สิ่งที่ควรเรียนรู้จากจีนคือ ความจริงจังของผู้นำในการไม่ยอมรับการทุจริต แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพราะถ้าผู้นำคอร์รัปชันเสียเอง ระบบทั้งหมดก็ล้มเหลว นี่คือปัญหาที่สำคัญที่สุด สมมติว่าประเทศมีครบทุกอย่าง มีกฎหมายปราบคอร์รัปชัน, มีองค์กรตรวจสอบ, มีศาลยุติธรรม, มีระบบเปิดเผยทรัพย์สิน, มีระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์: แต่หากผู้นำประเทศสามารถแทรกแซงองค์กรตรวจสอบ แต่งตั้งพวกพ้อง ปกป้องผู้กระทำผิด หรือใช้อำนาจรัฐเล่นงานเฉพาะฝ่ายตรงข้าม ระบบทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง

“กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจยอมอยู่ใต้กฎหมายด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการปราบคอร์รัปชันต้องเริ่มจากบนลงล่าง ถ้ารัฐมนตรีสะอาด ปลัดกระทรวงและอธิบดีก็ยากที่จะเรียกรับผลประโยชน์ ถ้าผู้บริหารระดับสูงไม่รับเงินใต้โต๊ะ ระบบราชการระดับล่างก็จะมีพื้นที่ให้ทุจริตน้อยลง แต่ถ้าผู้นำโกงเสียเอง การคอร์รัปชันอาจกลายเป็น “ระบบแบ่งผลประโยชน์” ลงไปทุกระดับ”

ดร.สชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องใช้กฎหมายกับทุกคนเท่ากัน ประเทศไทยมีกฎหมายและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันอยู่แล้วจำนวนมาก สิ่งที่ยังเป็นคำถามสำคัญคือ กฎหมายเหล่านั้นใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ รัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจรายใหญ่ และเจ้าหน้าที่ระดับล่าง หากกระทำผิด ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ไม่มี “คนของเรา–คนของเขา” ไม่มี “รัฐบาลนี้–รัฐบาลก่อน” และไม่มีการใช้คดีคอร์รัปชันเป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมือง เพราะถ้าการปราบคอร์รัปชันเป็นแบบเลือกฝ่าย สังคมจะไม่เชื่อถือองค์กรตรวจสอบ

ในส่วนของประเทศไทยควรดำเนินการอย่างไรนั้น ดร.สชาติ แนะนำว่า (1) ต้องมีผู้นำที่สุจริตเป็นแบบอย่าง และคณะรัฐมนตรีต้องแสดงให้เห็นว่าไม่แสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง ไม่ช่วยพวกพ้อง และพร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สินและผลประโยชน์อย่างโปร่งใส (2) องค์กรปราบคอร์รัปชันต้องเป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็นใคร หากมีหลักฐานต้องสามารถสอบสวนได้ โดยไม่มีโทรศัพท์จากผู้มีอำนาจมาสั่งให้หยุดคดี (3) คดีคอร์รัปชันต้องรวดเร็ว คดีที่ใช้เวลา 10–20 ปี จนผู้กระทำผิดเกษียณหรือเสียชีวิต ไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวต่อกฎหมายได้ (4) การจัดซื้อจัดจ้างต้องเปิดเผย ประชาชนควรตรวจสอบได้ตั้งแต่ราคากลาง ผู้เสนอราคา ผู้ชนะสัญญา การแก้ไขสัญญา ไปจนถึงการส่งมอบงาน (5) ตรวจสอบทรัพย์สินอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงรับบัญชีทรัพย์สินมาเก็บไว้ แต่ต้องตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับรายได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (6) คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ผู้ที่กล้าเปิดเผยการทุจริตต้องได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกย้าย ถูกฟ้อง หรือถูกกลั่นแกล้ง (7) ยึดทรัพย์ที่เกิดจากการทุจริตคืนแผ่นดิน

“บทเรียนจากโลก ประสบการณ์ของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การปราบคอร์รัปชันต้องประกอบด้วยสองสิ่งพร้อมกัน คือ ผู้นำที่มีเจตจำนงจริง กับ สถาบันที่เข้มแข็ง หากมีแต่ผู้นำเข้มแข็งแต่ไม่มีระบบตรวจสอบ เมื่อเปลี่ยนผู้นำ ทุกอย่างอาจกลับไปเหมือนเดิม แต่หากมีแต่กฎหมายและองค์กรตรวจสอบ ขณะที่ผู้นำไม่มีความตั้งใจจริง หรือผู้นำทุจริตเสียเอง องค์กรเหล่านั้นก็อาจถูกทำให้อ่อนแอหรือถูกแทรกแซง”

ดร.สชาติ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยจึงต้องสร้างทั้ง “คนดีที่มีอำนาจ” และ “ระบบที่ไม่ต้องพึ่งคนดีเพียงคนเดียว” นี่คือหัวใจของการปฏิรูปที่ยั่งยืน “การปราบคอร์รัปชันต้องเริ่มจากยอดพีระมิด เพราะถ้าผู้นำยังโกง จะสั่งให้คนข้างล่างซื่อสัตย์ได้อย่างไร” และอีกหลักหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ผู้นำที่ดีทำให้การปราบคอร์รัปชันเริ่มต้นได้ แต่ระบบที่ดีทำให้ความสุจริตอยู่ต่อไปได้ แม้เปลี่ยนผู้นำ”

“ดังนั้น การแก้คอร์รัปชันของประเทศไทยต้องมีครบทั้ง 4 ประการ (1) ผู้นำต้องสะอาด (2) กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ (3) องค์กรตรวจสอบต้องเป็นอิสระ และ (4) ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากประเทศไทยทำ 4 ข้อนี้ได้ คอร์รัปชันก็จะลดลง ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนจะกลับมา และทรัพยากรของประเทศจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง”ดร.สุชาติ กล่าว
.
#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/5fG3Q
More
articles