แนะให้สปสช.ลดงานป้องกันโรค เพราะซ้ำซ้อนกับกระทรวงสาธารณสุข และสสส. แล้วนำเงินนั้นมารักษาโรค เงินก็จะเพียงพอกับหลักประกัน 30 บาทรักษาทุกโรค
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวกับ Bangkok Wealth & Biz ว่า กรณีที่มีข่าวว่า สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าฟอกไตงวดเดือนกันยายน 2569 ให้หน่วยบริการทั่วประเทศ โดยแจ้งว่าเงินกองทุนฟอกไตหมดแล้ว ต้องรอเกลี่ยจากกองทุนอื่น และยังตอบไม่ได้ว่าจะจ่ายได้วันไหน ซึ่ง สปสช.คาดว่าจะมีการหยุดฟอกไตให้แก่ผู้ป่วยในบางหน่วยบริการ สำหรับในเรื่องนี้จะขอเสนอแนวทางแก้ไข คือ เงินทั้งหมดของโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 30 บาทรักษาทุกโรคประมาณ 180,000 ล้านบาท (ไม่รวมเงินเดือนหมอและบุคลากร) ถ้า สปสช.นำเงิน 60,000 ล้านบาท ไปใช้ป้องกันโรค จะทำให้เหลือเงินเพียง 120,000 ล้านบาทที่จะมาใช้รักษาผู้ป่วย 47 ล้านคน ทำให้เงินรักษาผู้ป่วยไม่พอ และมีผลให้โรงพยาบาลโดยรวมเป็นหนี้ 30,000 ล้านบาท
“แต่หากนำเงิน 60,000 ล้านบาท มาใช้รักษาผู้ป่วยด้วย ก็จะเพียงพอ โดยสปสช. ต้องไปลดงบประมาณป้องกันโรค เพราะกระทรวงสาธารณสุข มีงบประมาณ 37,300 ล้านบาท ทำหน้าที่ป้องกันโรคอยู่แล้ว และยังมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเก็บภาษีจากเหล้า บุหรี่ เบียร์ ได้เองอีก 4,000 ล้านบาท ทำหน้าที่ป้องกันโรคด้วย”
ดร.สุชาติ กล่าวว่า การใช้งบประมาณของกระทรวงสาธาณสุข, สปสช. และ สสส. มีความซ้ำซ้อนกันมาก โดยเฉพาะงานรณรงค์ ปรับพฤติกรรม คัดกรอง และโครงการเชิงพื้นที่ จึงควรตัดงานเหล่านี้ออกจากสปสช. ให้เหลือ “บริการทางการแพทย์เพื่อป้องกันโรค” ที่อยู่ในหลักประกันสุขภาพ เช่น วัคซีน การฝากครรภ์ และการคัดกรองมะเร็ง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเอง ก็มีงบซับซ้อน ในการป้องกันโรค กระจายอยู่หลายกรมและหลายแผน ตัวอย่างเช่น กรมอนามัยปี 2570 มีงบประมาณ 1,772 ล้านบาท สำหรับภารกิจส่งเสริมสุขภาพและอนามัย สิ่งแวดล้อม ยังมีกรมควบคุมโรค สำนักงานปลัดฯ โรงพยาบาล รพ.สต. และโครงการวัคซีนโรคติดต่ออีกหลายโครงการ
สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว ดร.สุชาติเสนอให้แบ่งหน้าที่ใหม่ เป็น 3 ชั้น คือ สำหรับกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้เป็นเจ้าภาพ Public Health ให้รับผิดชอบการป้องกันโรคระดับประชากร เช่น การควบคุมและการเฝ้าระวังโรคระบาด สุขาภิบาล อนามัยสิ่งแวดล้อม วัคซีนระดับประเทศ และมาตรการด้านสาธารณสุข ส่วน สสส. ให้ดูแล Health Promotion โดยให้ทำงานต้นน้ำ เช่น บุหรี่ สุรา อุบัติเหตุ อาหาร การออกกำลังกาย สุขภาพเด็ก และการสื่อสารสาธารณะ ไม่ควรลงไปทำการรักษาพยาบาล และทางด้าน สปสช. ให้เป็น Purchaser ซื้อบริการสุขภาพให้ประชาชน
“ดังนั้น จึงควรย้ายงานต่อไปนี้ออกจากสปสช. คืองานประชุม อบรม รณรงค์ สร้างเครือข่าย การทำสื่อ โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และโครงการชุมชนที่ซ้ำกับสสส.และกระทรวงสาธารณสุข”ดร.สุชาติ กล่าว
#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz


