ทำความรู้จักกับ “ChatGPT” แชทบอทปัญญาประดิษฐ์ของ OpenAI ที่ไมโครซอฟท์สนับสนุนอยู่ หลังเกิดขึ้นมาแล้วผู้คนทั่วโลกได้ลองใช้ เกิดกระแสชื่นชม ชื่นชอบ จนทำให้กูเกิลก็กลัวจะมาล้มธุรกิจหลักของตัวเอง เพราะ ChatGPT ไม่ได้แค่ช่วยหาข้อมูล แต่เป็นอับดุล คิดด้วย ถามได้ ตอบได้

ลองจินตนาการดู หากเรามีผู้ช่วยเงินเดือน 1,300 บาทต่อเดือน แต่ฉลาดเหลือหลาย ช่วยทำการบ้านได้ ช่วยทำรายงานได้ ช่วยคิดสูตรอาหารได้ อยากจะรู้อะไร หาข้อมูลอะไร “คำตอบ” ที่เราสงสัยใคร่รู้เหล่านั้นก็จะพลันปรากฏอยู่ตรงหน้าคุณในไม่กี่วินาที และแถมเก่งภาษา รู้จักการเรียบเรียงด้วยภาษาวิชาการที่สละสลวยถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ไม่ได้แค่ตัดแปะข้อมูล แต่ลำดับเรื่องราว ลำดับประเด็นอย่างมีเหตุและผลมีได้ รู้จักการคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เสร็จสรรพพร้อมเสิร์ฟ ที่สำคัญสุดๆ คือ งานที่คิดออกมาจะไม่มีซ้ำหรือเหมือนใครอีกต่างหาก ขนาดนักวิชาการหลายท่านเอาไปตรวจการลอกเลียนแบบผลงาน หรือ Plagiarism ก็พบแค่ 5% ซึ่งถือว่ายอมรับได้ ทำให้ ChatGPT แตกต่างจาก Search Engine อย่างกูเกิล และ ต่างจากเว็บไซต์ข่าวสาร ให้บริการข้อมูลปกติ ที่ทำได้แค่เราไปสืบค้นข้อมูลทั่วไปที่มีอยู่บนโลกนี้แล้ว ซึ่งเราจะต้องนำข้อมูลในแต่ละแหล่งมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ผสมร้อยเรียงเองอีกต่อหนึ่ง
และด้วยระบบปฏิบัติการสุดล้ำของ “ChatGPT” นี้ทำให้หลังการเปิดตัวเพียง 5 วัน ก็มีผู้ใช้งานครบ 1 ล้านคนแรก เรียกว่ารวดเร็วกว่าโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Facebook, Instagram และTwitter ที่สถิติเดิม ต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีกว่าจะได้ผู้ใช้ถึงตัวเลขนี้
“มันคือแชทบอทแต่ว่าเป็นแชทบอทที่เก่ง เก่งมากๆ เหมือนจาร์วิสในหนังไอรอนแมนที่คอยเป็นผู้ช่วยคอยเป็นเลขา” ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้เชี่ยวชาญสายวิศวะคอมฯ ให้นิยามถึง AI อย่าง “ChatGPT” ที่ทำให้ทั่วโลกยอมรับในความสามารถดังกล่าว
กำเนิดอัจฉริยะปลายนิ้ว
“ChatGPT” ถูกสร้างขึ้นในปี 2018 ด้วยฝีมือของกลุ่มคนนักพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “OpenAI” ซึ่งมีคนดังๆ อย่าง อีลอน มัสก์ และ ไมโครซอฟท์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกับเหล่าบรรดาสตาร์ทอัพในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งหวังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีจริยธรรม เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นไปในแนวทางที่ดี ไม่ไร้ทิศทาง จนกลับมาทำร้ายมนุษย์ได้ อย่างเช่นปัญญาประดิษฐ์อื่นๆ ที่สร้างขึ้น เป็นบอท มาเอาชนะมนุษย์ในเกมส์ต่างๆ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันระบบได้พัฒนามาถึงในเวอร์ชั่น 3.5 เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา มีชุดความรู้สูงถึง 175 พันล้านชุดข้อมูลในฐานองค์ความรู้

ดร.ชัยพร กล่าวต่อไปว่า เฉลี่ย 1 ปี ฐานข้อมูลความรู้ก็จะถูกอัพเดทขึ้นอย่างมหาศาล อย่างในสองเวอร์ชั่นแรกก็มีชุดข้อมูลความรู้กว่า 117 ล้านชุดข้อมูล และ 1.5 พันล้านชุดข้อมูลในเวอร์ชันที่ 2 พอเวอร์ชั่นที่ 3 เกิดขึ้นมา 175 พันล้านชุดข้อมูล ประมาณ 100 กว่าเท่าของข้อมูลก่อนหน้า ซึ่งถือว่ามีความสามารถค่อนข้างก้าวกระโดด มีความถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีเหตุมีผล ก็มีจริยธรรมในคำตอบพอสมควร ฉะนั้นถ้าถามในแนวทางที่ผิดศีลธรรมก็จะไม่ตอบ เช่น ถามวิธีแฮกข้อมูลเว็บไซต์หรือทำอะไรไม่ดี ก็จะไม่มีคำตอบ ที่บอกเหมือนจาร์วิสในหนัง คืออย่างถ้าเราต้องการซื้ออุปกรณ์นั้นนี้ 1-2-3-4-5 ในเงื่อนไขราคาถูกที่สุด มันก็จะลิสต์รายการบอกเลยว่าสามารถหาซื้อได้ที่ไหน 1-2-3-4-5 ตามที่เราถาม เพราะฐานข้อมูลในคลังที่ถูกบรรจุนั้นใหม่มาก แม่นมาก และ ใหญ่มาก องค์ความรู้ที่เราได้จึงมีตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ช่วยคนทำงานรังสรรค์สร้างผลงานเทพ
ความสามารถของ ChatGPT มีความหลากหลายไม่ว่าจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เขียนนิยาย เขียนนิทาน แต่งเพลง ทำรายงานให้ ฯลฯ โดยแต่ละครั้งผลลัพธ์ที่ได้ก็เรียบเรียงต่างกัน ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดและหัวข้อในการถามของผู้ใช้งาน โดยจากการทดสอบองค์ความรู้ปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้สามารถผ่านการทำข้อสอบของแพทย์อย่าง US medical licensing examination หรือกระทั่งหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ได้สบายๆ ในระดับคะแนนหัวกะทิเรียนดีเกรด B+
ดร.ชัยพร แนะนำว่า ChatGPT ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด “ช่วยในการเขียนบทความส่งสื่อมวลชน ช่วยวางแผนทำเนื้อหานำเสนอ ช่วยในการวิจัย หาข้อมูล ช่วยทำให้งานที่เกี่ยวกับการทำ SEO ง่ายขึ้น ในแง่ของตัวช่วย SMEs ในการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง และ ยิ่งผู้ใช้มีความรู้และแก่นในเรื่องที่จะถามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นหาได้ง่าย ตัวอย่างเช่นการเขียนนิทาน เราเพียงกำหนดขอบเขตโครงของเรื่อง เด็กชาวเขาที่มีความ อยู่กับตายาย ขยันหมั่นเพียรและสุดท้ายประสบความสำเร็จ ตัว ChatGPT ก็จะค่อยๆ รันอักษรออกมา 5-10 คำต่อวินาทีให้เราได้อ่านร่วมไปด้วยทันก่อนจะครบหมด เหมือนคนกำลังนึกคิดและค่อยๆ บอกคำตอบ ซึ่งในระหว่างนั้นถ้าเราอยากจะขยายเพิ่มก็พิมพ์คำถามเพิ่ม ระบบก็จะเสริมและร้อยเรียงเรื่องเพิ่มเข้าไปให้โดยอัตโนมัติ”
“หรืออย่างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เราอยากได้โปรแกรมหน้าตาแบบนี้ ให้โปรแกรมทำงานแบบนี้ ด้วยภาษา Python หรือ Java เดี๋ยวก็จะค่อยปรากฏไล่เขียนโปรแกรมให้เรา เราก็ปรับปรุงให้ถูกต้องบ้างและก็อปปี้ไปใช้ได้เลย เพราะตัวโครงหลักเขียนค่อนข้างถูก แถมสวยงามและก็รวดเร็วเทียบเท่าคนเขียนโปรแกรมคล่องๆ คนหนึ่งเลย คือเป็นมือเป็นไม้ช่วยเสริม 70% แล้วอีก 30% เราไปประกอบต่อเติมให้ครบตามที่เราต้องการ ก็ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นนอกจากในเรื่องของระยะเวลาการทำงานที่รวดเร็ว สามารถทุ่นแรงในการสืบค้นและเรียบเรียงไปได้มากเลยอันนี้คือข้อดีของ AI ตัวนี้”

อาจกระทบงานบางอย่าง และเด็กวัยเรียนรู้
ความน่ากังวลที่มีก็เช่น การทำงานแทนมนุษย์ได้ในงานบางอย่าง เช่น Call center หรืองานธุรการ เป็นต้น ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปในระยะยาว ส่วนที่น่ากังวลมากกว่าก็การเรียนของเด็กนักเรียน น่าศึกษา
“ในสหรัฐอเมริกา รัฐนิวยอร์ก ทางหน่วยงานด้านการศึกษาถึงกับได้มีการแบนการใช้งาน ChatGPT ออกจากระบบเครือข่ายที่เข้าถึง เพราะมีความกังวลว่าอาจกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กหรือนักเรียน นักศึกษา เพราะไม่เหมือนกูเกิลที่เมื่อหาข้อมูลก็จะต้องไปกรองศึกษาอีกขั้นก่อนจะหยิบจับมาผสมร้อยเรียง มีขั้น 1 ก่อนจะไปขั้น 2 ก็ต้องผ่าน 1.1 กับ 1.2 ก่อน แต่อันนี้สรุปมาเลยมี 1-2-3-4-5 ให้ เรียงร้อยให้เรียบร้อยให้มาเลย กรณีนักเรียนและนักศึกษาในเรื่องของรายงาน เรื่องของวิทยานิพนธ์ ก็อาจจะขาดการศึกษาเรียนรู้ ขาดการลองผิดลองถูก หรือบางทีค้นคว้าเองไปก็จะไปเจอเรื่องที่นอกเหนือเราศึกษาก็ได้ความรู้เพิ่มไปได้”
นอกเหนือไปจากความกังวลที่อาจจะมีผลเสียต่อเด็กในวัยเรียน ข้อจำกัดของ ChatGPT ตอนนี้มีเพียงข้อเดียวในตอนนี้คือผู้ใช้อาจจะต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ในส่วนของผู้ใช้งานแปลภาษาอื่นหลังได้คำตอบเช่น ภาษาไทย อาจจะได้ผลลัพท์ไม่ครบ และอาจจะต้องถามต่อไปเรื่อยๆ
“ตอนนี้ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน ไมโครซอฟท์ ก็เพิ่งจะเพิ่มทุน 10 เท่า จากเดิม 1 พันล้านดอลลาร์มาเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ มูลค่ากว่า 3 แสนกว่าล้านบาท ก็คาดการณ์ได้เลยว่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของกูเกิลสามารถที่จะทดแทนกูเกิลได้เลยในเรื่องของการรีเสิร์ชหาข้อมูลต่างๆ อย่างไรก็ตามโดยสรุป ผมอยากให้คนไทยลองใช้ก่อน แน่นอนว่าเราคงไปแข่งขันสร้าง ChatGPT อีกอันกับเขาไม่ได้ แต่เราอาจจะใช้เพื่อต่อยอดได้ นักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่นวิศวะฯ ต่างก็มุ่งมั่นที่จะใช้ตรงนี้ เอามาต่อยอดงานของตัวเอง เราอาจจะเอา ChatGPT เป็นฐานองค์ความรู้ที่จะช่วยให้เรามีความสามารถมากขึ้นในด้านต่างๆ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของพี่น้องประชาชนคนไทยเราให้มีศักยภาพมากขึ้น นอกจากนี้อยากส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เรียนเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเรื่อง AI ตอนนี้เราควรศึกษาและพัฒนา AI ของเราเองที่เหมาะกับประเทศไทยเรา เช่น AI เพื่ออุตสาหกรรมการเกษตร หรือ อุตสาหกรรมการประมงใช้ AI คัดคุณภาพปลา วิเคราะห์พันธุ์ปลา มันจะเป็นเรื่องเฉพาะต่อยอดได้ง่ายไม่แพ้แชทบอท ChatGPT นี้” ดร.ชัยพร กล่าวสรุป


