การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ครั้งที่ 25 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2025 ที่ผ่านมา โดยมีประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนเป็นเจ้าภาพและประธานการประชุม
SCO ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2001 จากกลุ่ม “Shanghai Five” (จีน รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน) ที่เริ่มต้นเมื่อปี 1996 จากนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน 2001 ผู้นำจากทั้ง 5 ชาติ ได้ประชุมร่วมกับอุซเบกิสถาน ที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อประกาศจัดตั้งองค์การใหม่ที่เน้นถึงการร่วมมือทางการเมืองและเศรษฐกิจให้มากกว่าเดิม มีการลงนามกฎบัตร SCO ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2002 และประกาศใช้ในวันที่ 19 กันยายน 2003 จากนั้นมี อินเดีย ปากีสถาน เข้าร่วมในปี 2015 และต่อมา อิหร่าน กับ เบลารุส ทยอยเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มเติม ปัจจุบัน SCO จึงมีสมาชิกถาวร 10 ประเทศ และมีผู้สังเกตการณ์/ประเทศคู่เจรจาอีกจำนวนหนึ่ง
ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการประชุมครั้งใหญ่ที่สุดของ SCO เนื่องจากมีผู้นำกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงผู้นำระดับสูง อาทิ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และ นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นทั้งการแสดงพลังของกลุ่มประเทศแล้ว ยังถือเป็นการส่งสัญญาณความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งสำคัญด้วย ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายผลักดันความร่วมมือด้าน ความมั่นคง ภูมิภาค การค้าดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน ผ่าน “Tianjin Declaration” ที่มีการประกาศหลังจบการประชุม

ต้องยอมรับว่า สองขั้วมหาอำนาจโลก ระหว่างขั้วตะวันตก กับขั้วตะวันออก โดยมี สหรัฐฯ กับ จีน เป็นแกนนำของแต่ละขั้ว ได้ก่อให้เกิดมิติความสำคัญเชิงการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitical Impact) จากความพยายามในการผลักดันระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่ขึ้นกับโลกตะวันตกเพียงขั้วเดียวเช่นในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป
ความร่วมมือของประเทศตะวันออก และประเทศโลกใต้ (Global South)จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์การปฏิเสธอำนาจนำของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในบริบทสงครามการค้าที่ไม่แน่นอน และนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนบ่อย โดยเฉพาะการนำเรื่องนโยบายภาษีตอบโต้ทางการค้าของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใช้ผ่านการกดดันในรูปแบบทวิภาคี ขณะที่จีนพยายามสร้างความร่วมมือในการชูแนวทางพหุภาคีมากขึ้น
เวทีประชุมสุดยอด SCO จึงเน้นสร้างสัมพันธ์ สร้างความร่วมมือ และลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ด้วยการสร้างพื้นที่กลางทางการเมือง รวมถึงสนับสนุนการรวมตัวของ Global South ให้มีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่สมาชิก BRICS เท่านั้น
เนื่องจาก SCO เน้นด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยวางแนวยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี ขณะที่ BRICS เน้นประเด็น การบริหาร AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายสมาชิก และลดการพึ่งพาดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเวทีสะท้อนการขยายบทบาทของ “โลกกำลังพัฒนา” ในเวทีโลก แต่ SCO จะเน้นความร่วมมือภายในภูมิภาคและบริบทความมั่นคง, ขณะที่ BRICS เน้นออกสู่เวทีโลก ด้านเศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–การเงิน
สี จิ้นผิง กล่าวต่อที่ประชุมสุดยอด SCO ประจำปี 2025 ครั้งที่ 25 ที่นครเทียนจิน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2025 ว่า เมื่อ 24 ปีก่อน องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2001 โดยมีการประกาศ “จิตวิญญาณแห่งเซี่ยงไฮ้ : Shanghai Spirit” ที่ยึดมั่นในความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน ความเสมอภาค การปรึกษาหารือ การเคารพความหลากหลายทางอารยธรรม และการแสวงหาการพัฒนาร่วมกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศสมาชิก SCO ต่างยึดมั่นหลักการสำคัญนี้ แบ่งปันโอกาสและร่วมกันพัฒนา จนเกิดความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ปัจจุบัน SCO เติบโตเป็นองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประเทศที่เข้าร่วม 26 ประเทศ มีความร่วมมือครอบคลุมกว่า 50 สาขา และกำลังมีอิทธิพลต่อเวทีโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
สี จิ้นผิง ย้ำว่า SCO เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งเซี่ยงไฮ้ ดังนั้น เมื่อมองไปข้างหน้า SCO ต้องสืบสานจิตวิญญาณและก้าวเดินอย่างมั่นคง ด้วยแนวทางหลัก 5 ประการคือ 1) ต้องแสวงหาความร่วมมือบนพื้นฐานของการเคารพความแตกต่าง 2) ต้องยึดหลักผลประโยชน์ร่วมและการพัฒนาแบบ win-win
3) ต้องส่งเสริมการเปิดกว้างและการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย 4) ต้องยึดมั่นในความยุติธรรมและความถูกต้อง และ 5) ต้องมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่เป็นจริงและมีประสิทธิภาพ
ในช่วงท้ายคำกล่าว สี จิ้นผิง ยังขอให้สมาชิก SCO ยึดมั่นในเจตนารมณ์การก่อตั้ง SCO ร่วมรับผิดชอบ ขับเคลื่อนการพัฒนาของ SCO อย่างมั่นคงและยั่งยืน และเดินหน้าไปสู่อนาคตที่สดใสของประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน

ผลจากการประชุมโดยผู้นำ SCO ชาติสมาชิก ผ่าน Tianjin Declaration จึงออกมาในแนวทางที่เป็นบวกต่อความร่วมมือและสันติภาพโลก ซึ่งรวมถึงการประณามการก่อการร้ายข้ามพรมแดน ตามแรงผลักดันจากอินเดีย เพื่อสร้างมติร่วมเรื่องความมั่นคง โฟกัสด้าน พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) เศรษฐกิจดิจิทัล (digital economy) และ ความร่วมมือด้านความมั่นคง ซึ่งต่อยอดจากมติปี 2024
ขณะที่มีการอนุมัติ ยุทธศาสตร์พัฒนา SCO ระยะ 10 ปี (SCO Development Strategy until 2035) เพื่อกำหนดกรอบแนวทางของกลุ่มในระยะยาวด้วย
สำหรับประเทศไทย หากสามารถสร้างความร่วมมือกับ SCO ในลักษณะที่เปิดกว้าง ย่อมจะเกิดประโยชน์ในการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ พลังงาน และด้านดิจิทัล ได้ รวมถึงมีโอกาสที่จะดึงโครงการลงทุนเข้ามา เช่น Land Bridge, รถไฟความเร็วสูง จีน–ลาว–ไทย ซึ่งจะหนุนเสริมแผนยุทธศาสตร์ของไทยในการที่จะเป็น Hub เชื่อมโยงการค้า จีน–เอเชียใต้–ตะวันออกกลาง ได้ เพราะ SCO มีทั้งจีน รัสเซีย อินเดีย ปากีสถาน และ เอเชียกลาง
อีกทั้ง หากไทยสามารถเชื่อมกับ SCO Development Strategy 2035 ได้ ไทยก็อาจเข้าถึงกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือในด้านพลังงานสะอาด และด้านเทคโนโลยีดิจิทัลได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของไทยต้องเป็นการใช้ความเป็น “พันธมิตรแบบสมดุล” เพื่อรับมือช่วงที่โลกเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินนโยบายสุดโต่งทางการค้า การลงทุน และภาษีของทรัมป์ หากไทยถูกมองว่าเลือกข้างชัดเจนจะมีความเสี่ยงที่อาจถูกกดดันจากสหรัฐด้วยมาตรการการค้า ภาษี และ กฎระเบียบการลงทุน
การประชุม SCO ที่เทียนจินในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ “การประชุมประจำปี” แต่คือ เวทีสำคัญในการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ ว่าระบบการเมืองและเศรษฐกิจโลก ควรมีกลไกในการสร้างความร่วมมืออย่างเสมอภาค เพื่ออนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน
โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์
#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวWealthAndBiz


