การประชุมสุดยอด อาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ-จีน (ASEAN – GCC – China Summit) ซึ่งได้จัดไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นการประชุมที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน กลุ่ม GCC และจีน

ที่สำคัญ เป็นการจัดขึ้นในขณะที่ประเทศต่างๆทั่วโลก กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากนโยบายภาษีตอบโต้ของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
การประชุม ASEAN – GCC – China Summit ประกาศเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ โดยเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญ เช่น การค้าระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงอาหาร และพลังงาน รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค นั่นย่อมสะท้อนถึงการพยายามที่จะสร้างแนวร่วมทางการค้าระหว่างประเทศในลักษณะของ “พหุพาคี” นั่นเอง
ซึ่งน่าสนใจตรงที่ สถานการณ์ปัจจุบัน สหรัฐฯซึ่งยังคงเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก กลับเลือกที่จะกดดันประเทศต่างๆด้วยการใช้มาตรการภาษีศุลกากร ภาษีนำเข้า เจรจาต่อรองในลักษณะของ “ทวิภาคี” เป็นรายประเทศ ขณะที่ จีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ที่กำลังไล่ตามจี้หลังสหรัฐฯมานั้น เลือกที่จะใช้วิธีการ “พหุภาคี” เพื่อรับมือกับความตึงเครียดทางการค้าทั่วโลก ที่เกิดจากการกระทำของสหรัฐฯ
ยุทธศาสตร์การประชุม ASEAN – GCC – China Summit จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับความสัมพันธ์จากระดับรัฐมนตรีสู่ระดับผู้นำสูงสุดของ 3 กลุ่มประเทศที่มาร่วมประชุม แต่ยังสะท้อนภาพไปถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนและครอบคลุม เนื่องจากว่าเป็นการประชุมที่มีผู้นำจากทั้งสามภูมิภาคเข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงระหว่างกัน

โดยเฉพาะบทบาทความสำคัญของจีน อยู่ในสถานะของการเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของทั้งอาเซียนและ GCC โดยมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึงหลายร้อยพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การที่จีนใช้แนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีนกับทั้งสองภูมิภาค จึงเป็นกลยุทธ์ที่สหรัฐฯประมาทไม่ได้ และควรเปลี่ยนท่าทีทางการค้ากับประเทศต่างๆ และโดยเฉพาะกับจีน
เนื่องจากในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจปัจจุบัน แม้จะมีการวิเคราะห์ว่าเจตนาของการใช้มาตรการนโยบายภาษีตอบโต้ มีเป้าหมายหลักพุ่งไปที่จีน แต่บรรดาคู่ค้ากับประเทศจีน ซึ่งมีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน ย่อมต้องได้รับผลกระทบทางการค้าและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศตามไปด้วย จึงไม่แปลกที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย และ เวียดนาม ซึ่งมีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้จึงแสวงหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย มีสถานะเป็นประธานประชาคมอาเซียน การใช้ประเทศมาเลเซียเป็นสถานที่จัดประชุมครั้งนี้ และการนำกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าประชุมสุดยอด ASEAN – GCC – China Summit จึงเป็นอีกก้าวของความสำเร็จในการส่งเสริมความเป็นพหุภาคี และการปกป้องหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศด้านการค้าเสรี ที่นำไปสู่การสร้างความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างบทบาทของแต่ละภูมิภาคในเวทีการค้าโลก
ที่สำคัญ การประชุมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะแค่การค้าพหุภาคีเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของความร่วมมือด้านพลังงานและการลงทุนระหว่างกันอีกด้วย เนื่องจาก GCC มีทรัพยากรพลังงานที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนกลุ่มประเทศอาเซียนมีความต้องการด้านพลังงานและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ปัจจุบันจีนมีการพัฒนาประเทศระดับสูงในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การสร้างความร่วมมือกันด้านการพัฒนาพลังงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานทดแทนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นประโยชน์กับทุกประเทศ และกับโลกที่กำลังผจญกับภาวะโลกรวนด้วย

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวว่า จีนและกลุ่มประเทศ GCC เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือโดยธรรมชาติ และควรส่งเสริมเอกภาพ การพัฒนา ความมั่นคง และอารยธรรมร่วมกัน การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการสร้างและกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศ GCC ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
โดยควรสร้างความร่วมมือใน 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ พลังงาน การเงินและการลงทุน นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ การบินและอวกาศ รวมถึงภาษาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจากกลุ่มประเทศ GCC มากขึ้น และการสร้างกลไกการทำงานเพื่อรองรับการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
สอดประสานกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่กล่าวถ้อยแถลงในการประชุม เรียกร้องให้ทั้งสามฝ่ายร่วมกันเป็นต้นแบบด้านการเปิดเสรี ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ว่า อาเซียน กลุ่ม GCC และจีน มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมายาวนาน กลไกความร่วมมือไตรภาคีครั้งนี้จึงถือเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่สำคัญ ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่ซับซ้อนและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นายหลี่ เฉียง ได้เสนอให้ทั้งสามภูมิภาคยึดมั่นในการสร้าง “ต้นแบบแห่งความร่วมมือระดับโลก” ใน 3 มิติ ประกอบด้วย มิติแรก ต้นแบบของการเปิดเสรีข้ามภูมิภาค มิติที่สอง ต้นแบบของความร่วมมือด้านการพัฒนา และ มิติที่สาม ต้นแบบของการหลอมรวมอารยธรรม โดยการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
“ทั้ง 3 ฝ่ายควรเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบสหประชาชาติและพหุภาคีอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนา ร่วมกันขับเคลื่อนโลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น”นายหลี่ เฉียง ระบุ

ดังนั้น การประชุมสุดยอด ASEAN – GCC – China Summit จึงสะท้อนถึงก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศ GCC ว่าจะสามารถผลักดันให้สามระบบเศรษฐกิจที่มีพลวัตมากที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับโลก เนื่องจากกลุ่มประเทศอาเซียน จีน และ GCC ครอบคลุมประชากรถึง 2.1 พันล้านคน มีมูลค่าผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบหนึ่งในสี่ของโลก จะสามารถขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างภูมิภาค และสร้างเสถียรภาพ ตลอดจนสร้างแรงผลักดันการเติบโตใหม่ให้กับประเทศใน “กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา” ได้ตามเป้าหมายหรือไม่
โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์


