The 4th China International Supply Chain Promotion Expo

กรุงปักกิ่งเพิ่งจัดงานยักษ์ระดับโลกอย่าง The 4th China International Supply Chain Promotion Expo (CISCE 2026) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Connecting the World for a Shared Future” หรือ การเชื่อมโยงโลก เพื่อร่วมสร้างอนาคต โดยเป็นงานมหกรรมระดับชาติงานแรกของโลกที่มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานระดับโลกโดยเฉพาะ ทำให้งานนี้ไม่ใช่แค่การออกบูธขายของธรรมดา แต่เป็นเวทีที่แบรนด์ใหญ่ๆ ทั่วโลกกว่า 1,200 ราย จาก 85 ประเทศ โดยมีสัดส่วนของบริษัทต่างชาติที่เข้าร่วมงานพุ่งสูงขึ้นกว่า 36.5% สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจทั่วโลกยังคงต้องการแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น

จากแนวคิดในการจัดงานปีนี้ แบรนด์ดังระดับโลกต่างๆ อาทิ Apple และ NVIDIA จึงมาร่วมโชว์ให้เห็นว่า โลกอนาคตกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไร โดยไฮไลท์ที่สร้างความว้าวให้กับงานในปีนี้คือ “โซนปัญญาประดิษฐ์” (AI Zone) ที่สะท้อนว่า AI กำลังกลายมาเป็นสมองกลคอยสั่งการโลกการผลิตและการขนส่งได้ในแบบที่คาดไม่ถึง ทำให้การอัปเกรดพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล และเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดโซนปัญญาประดิษฐ์ เพื่อโชว์ศักยภาพของ AI ว่ากำลังเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

ในงานนี้ NVIDIA จัดชุดใหญ่ นำสิ่งที่เรียกว่า “5-layer AI stack” มาโชว์ ด้วยการนำระบบสมองกลมาตั้งแต่ระดับชิป โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่เอาไปใช้สั่งการหุ่นยนต์ในโรงงานได้จริงมาแสดง ขณะที่ ค่าย Apple จับมือกับพันธมิตรซัพพลายเออร์ในจีน โชว์ระบบการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ใช้หุ่นยนต์และ AI ทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ แม่นยำระดับมิลลิเมตร

ส่วนบิ๊กเทคจีนอย่าง Alibaba และ iFlytek ก็นำโมเดล AI มาโชว์การใช้งานจริง ตั้งแต่ AI ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ในไม่กี่วินาที ไปจนถึง “หุ่นยนต์คลังสินค้า” (Embodied AI) ที่เดินหยิบของเองได้เหมือนมนุษย์มาโชว์ ขณะที่ BGI เปิดตัวโมเดลพันธุกรรมมนุษย์เพื่อการแพทย์แม่นยำ ถือเป็นไฮไลท์ภาพรวมและความสำคัญของงาน CISCE 2026 ในครั้งนี้

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ แนวคิดการจัดงานแบบห่วงโซ่ หรือ The Chain Logic ด้วยการไม่ได้แยกจัดตามประเภทสินค้า แต่จัดตามระบบนิเวศอุตสาหกรรม (6 Chains + 1 Service Area) อาทิ ห่วงโซ่ยานยนต์อัจฉริยะ, พลังงานสะอาด, เกษตรกรรมสีเขียว, เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ และการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี สะท้อนว่า ความสำคัญไม่ใช่แค่ไฮเทค แต่ต้อง “รักษ์โลก” ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ในงานนี้กระแส ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) จึงมาแรงมาก เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจโลกกันมากขึ้น

โดย Starbucks โชว์ระบบที่เรียกว่า Soil to Cup ในมณฑลยูนนาน ที่ใช้ระบบดิจิทัลแทร็กซัพพลายเชนกาแฟทั้งหมด ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ 100% ว่า กาแฟแก้วที่เราดื่มทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่? ตั้งแต่ตอนปลูก ขนส่ง จนถึงคั่วบด ขณะที่บิ๊กอสังหาฯ อย่าง China State Construction ได้ทำให้งานนี้เป็นนิทรรศการสีเขียวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยสร้างตัวอาคารจัดงานขึ้นด้วยวัสดุคาร์บอนต่ำ และมีระบบ AI คอยมอนิเตอร์การใช้พลังงาน เพื่อให้เป็นโมเดลของการจัดงานใหญ่แบบปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

และงานนี้ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหญ่ (Chain Leaders) และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) จากภูมิภาคต่างๆ เช่น อาเซียน แอฟริกา และยุโรป ได้เซ็นสัญญาข้อตกลงร่วมกันในการแบ่งปันเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและระบบการจัดการคาร์บอนข้ามพรมแดน เพื่อให้มั่นใจว่าการลดก๊าซเรือนกระจกจะทำได้จริงตลอดสายซัพพลายเชน

งาน CISCE 2026 จึงเสมือนกับการบอกว่า ในอนาคตอันใกล้ สินค้าที่คนทั่วโลกใช้จะ “ฉลาดขึ้น” จากฝีมือของ AI และ “สะอาดขึ้น” จากพลังงานสีเขียว เพราะว่าโลกยุคใหม่ไม่ได้สู้กันที่ว่า ใครผลิตสินค้าได้ถูกที่สุดอีกต่อไป แต่สู้กันที่ว่าซัพพลายเชนของใครฉลาด รวดเร็ว และรักโลกที่สุดต่างหาก

สำหรับประเทศไทย งาน CISCE 2026  คือ “ทางด่วน” (Fast Track) ที่จะพาธุรกิจไทยไปเชื่อมต่อกับสมองกล AI และระบบนิเวศซัพพลายเชนสีเขียวระดับโลก ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในโลกธุรกิจปัจจุบัน ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากคู่ค้าระดับโลกกำลังบีบให้ทุกคนลดคาร์บอน งานนี้จึงเป็นโอกาสที่ธุรกิจไทยจะได้เห็น “ของจริง” ว่าแบรนด์ใหญ่มีการทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) กันอย่างไร เพื่อที่ธุรกิจไทยจะได้ปรับตัวตามเทรนด์โลกได้ทัน ไม่ถูกตัดออกจากห่วงโซ่การค้า ซึ่งถือเป็นทางรอดสายเขียว หรือ Green Survival นั่นเอง

ขณะเดียวกัน งานนี้ยังเป็นทางลัดสายไฮเทค (AI Integration) ให้กับธุรกิจไทยได้ด้วย เพราะแทนที่จะต้องไปลองผิดลองถูกหาเทคโนโลยีเอง แต่งานนี้มัดรวมโซลูชัน AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Embodied AI) จากบิ๊กเทคทั้งฝั่งอเมริกาและจีนมาให้ดูเลยว่าจะสามารถนำเอา AI มาลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในคลังสินค้าหรือการขนส่งของเราเองได้อย่างไร

ที่สำคัญ จากจุดเด่นที่สุดของงาน CISCE 2026  ที่ไม่ได้เน้นแค่ให้บริษัทยักษ์ใหญ่มาเจรจาธุรกิจกันเอง แต่ยังมีเจตนาชัดเจนในการเชื่อมโยง “ผู้เล่นรายใหญ่” (Chain Leaders) เข้ากับ SMEs ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอาเซียนและไทยด้วย ดังนั้น นี่คือโอกาสที่ธุรกิจไทยจะเข้าไปร่วมเป็นจิ๊กซอว์ในซัพพลายเชนระดับโลกได้นั่นเอง

แนวคิดในการจัดงานในปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศจีนเพียงลำพัง แต่เป็นเสมือน “พิมพ์เขียวและมาตรฐานใหม่ของโลก” ที่ธุรกิจไทยต้องรู้ และเป็นโอกาสของ SMEs ไทย ถ้าไม่อยากตกขบวนเทคโนโลยีและความยั่งยืน

โดยสรุป งาน The 4th CISCE จึงไม่ใช่แค่การจับคู่ทางธุรกิจแบบดั้งเดิม แต่มุ่งที่จะเป็นพิมพ์เขียวของ “ห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่” ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสมองกลอัจฉริยะ (AI-Driven) และมีหัวใจเป็นสีเขียว (Green-Hearted) ทำให้ความสำเร็จของงานนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ความร่วมมือและการเปิดกว้าง คือทางรอดเดียวของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางพายุแห่งความผันผวนในโลกปัจจุบัน”

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว Bangkok Today Online

#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/hNCbg
More
articles