SCB EIC เปิด 7 คำถาม เหตุใดเศรษฐกิจไทยปี 2026 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 30 ปี

เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน SCB EIC ชวนตั้งคำถามพร้อมตอบ 7 ประเด็นสำคัญ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569

1. สงครามการค้าโลกและการแข่งขัน จะกดดันเศรษฐกิจไทยมากแค่ไหน?

แม้การส่งออกไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ดี แต่ในปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับมาหดตัวที่ราว -1.5% จากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ขณะที่การท่องเที่ยว แม้จะฟื้นตัว แต่ความท้าทายยังสูง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะเพิ่มเป็นราว 34.1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?

รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

3.การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ?

การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

.

อย่างไรก็ตาม ผลต่อเศรษฐกิจในประเทศอาจจำกัด เพราะประเทศมีการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนสูง โดยเฉพาะจากจีน ขณะเดียวกันธุรกิจไทยยังเผชิญกำไรที่อ่อนแอและภาระหนี้สูง ซึ่งจำกัดการลงทุนในระยะยาว

.

4. ดอกเบี้ยขาลง จะช่วยเศรษฐกิจได้แค่ไหน?

ในปี 2568 แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก

ในปี 2569 มีโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.0% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอให้สินเชื่อฟื้นตัว เนื่องจากฐานะทางการเงินของครัวเรือนและ SME ยังเปราะบาง ทำให้สถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยกู้มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

5.การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจ.?

ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภา ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าปกติ และอาจทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้า อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

6 .การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน?

เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

7. ธุรกิจไทยควรปรับตัวอย่างไเพื่อให้อยู่รอด?

ปี 2569 ธุรกิจไทยต้องรับมือความท้าทาย 5 ด้าน ทั้งห่วงโซ่อุปทานโลก, กำลังซื้อที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนนโยบายรัฐ, การแข่งขันที่รุนแรง, รวมถึงแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วธุรกิจที่สามารถปรับตัว, ใช้นวัตกรรม, กระจายตลาด, และตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ จะยังมีโอกาสเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2569 และความเสี่ยงที่ต้องจับตา

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว โดยคาดว่าจะขยายตัวราว 2.5% จาก 2.7% ในปี 2568 จากแรงกดดันของมาตรการกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะส่งผลเต็มปี หลังแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าเริ่มหมดไป และแม้การลงทุนและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

.

โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี แต่การสนับสนุนจากนโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น จากปัจจัยต่างๆ เช่น การที่บางประเทศจบวัฏจักรการลดดอกเบี้ยไปแล้ว, เงินเฟ้อในบางประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง, หนี้สาธารณะในหลายประเทศที่เพิ่มขึ้น, หรือต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้น

.ด้านนโยบายการเงินโลกในปี 2569 ยังคงผ่อนคลาย (ยกเว้น

ญี่ปุ่น) โดย Fed มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps  ขณะที่ธนาคารกลางหรือ  ECB คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% และธนาคารกลางญี่ปุ่น BOJ มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1.25% ภายในปีหน้า

โดยความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า, (2)ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, (3)ความผันผวนของตลาดการเงินโดยเฉพาะสินทรัพย์กลุ่ม AI และ (4)ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/a1bhZ
More
articles