กลุ่ม KTIS ชี้ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 65 (ต.ค.-ธ.ค.64) ยังไม่สามารถสะท้อนภาพธุรกิจทั้งปี เพราะเพิ่งเปิดหีบอ้อยในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นปลายไตรมาสแล้ว ผลผลิตน้ำตาลยังอยู่ในกระบวนการผลิต แต่รับรู้ต้นทุนค่าอ้อยที่สูงขึ้นไปแล้ว อีกทั้งผลพลอยได้จากการหีบอ้อย อย่างชานอ้อยและโมลาส ก็ยังไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังสายธุรกิจต่อเนื่องอย่างเต็มที่ การรับรู้รายได้ของสายธุรกิจต่างๆ จึงยังน้อย มั่นใจไตรมาสถัดๆ ไป ผลการดำเนินงานจะดีขึ้น เพราะปีนี้มีผลผลิตอ้อยและน้ำตาลมากขึ้น ราคาน้ำตาลตลาดโลกก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อน ส่วนสายธุรกิจชีวภาพ ทั้งไฟฟ้า เยื่อกระดาษ และเอทานอล ก็มีวัตถุดิบป้อนเข้าโรงงานมากขึ้น จึงคาดว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นทุกสายธุรกิจ
นายสมชาย สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS กล่าวถึงทิศทางธุรกิจในปี 2565 ว่า ในสายธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย จะได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกที่เคลื่อนไหวในระดับที่สูงกว่าปีก่อน อีกทั้งผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายก็มีมากกว่าปีก่อนด้วย จึงมั่นใจว่ารายได้ในสายธุรกิจน้ำตาลจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับสายธุรกิจชีวภาพ ในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปริมาณวัตถุดิบที่มีน้อยเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง แต่ปีนี้มีผลผลิตอ้อยมากขึ้น ทำให้ได้โมลาสสำหรับผลิตเอทานอลมากขึ้น และได้ชานอ้อยที่ป้อนให้กับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล และโรงงานผลิตเยื่อกระดาษฟอกขาวจากชานอ้อยมากขึ้น โดยที่ราคาขายไฟฟ้า เอทานอล และเยื่อกระดาษ ก็คาดว่าจะเป็นราคาที่ดีตลอดทั้งปี ดังนั้น ผลการดำเนินงานในสายธุรกิจชีวภาพในปีนี้ก็จะเติบโตขึ้นจากปีก่อนด้วย
“เราไม่ได้กังวลกับงบไตรมาสแรกของปี 2565 (ตุลาคม – ธันวาคม 2564) เพราะทราบดีว่า มีต้นทุนค่าอ้อยที่สูงขึ้น จาก 920 บาทต่อตันอ้อย ที่ค่าความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. สูงขึ้นเป็น 1,070 บาทต่อตันอ้อย แต่การเปิดหีบอ้อยเพิ่งเริ่มต้นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายไตรมาสแล้ว ผลผลิตน้ำตาลยังอยู่ในกระบวนการผลิต อีกทั้งวัตถุดิบที่ป้อนให้กับธุรกิจต่อเนื่องคือโรงไฟฟ้าและโรงผลิตเยื่อกระดาษ ก็ยังไม่เต็มที่ ดังนั้น ตัวเลขของไตรมาสแรกจึงยังไม่ได้สะท้อนภาพรวมธุรกิจทั้งปี แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติของการรับรู้รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นพร้อมๆ กับการควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือ จึงมั่นใจว่า หลังจากที่ผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้วในไตรมาสแรก ผลการดำเนินงานทั้งปี 2565 จะสูงกว่าปี 2564 อย่างแน่นอน” นายสมชายกล่าว
ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม KTIS กล่าวด้วยว่า โครงการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อย ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงถึง 50 ตันต่อวัน หรือประมาณ 3 ล้านชิ้นต่อวัน โดยมีเครื่องจักร 50 เครื่อง ที่สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยออกสู่ตลาดได้หลากหลายรูปแบบ เช่น จาน ชาม กล่อง ถาดหลุม เป็นต้น ก็จะเริ่มสร้างรายได้ในกลางปี 2565 นี้ ซึ่งมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมนี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก นอกจากนี้ โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท จีจีซี เคทิสไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI บริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่ม KTIS และกลุ่ม ปตท. ก็จะทยอยสร้างรายได้ตามส่วนแบ่งของบริษัทฯ เข้ามาอีกด้วย


