การประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2026 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ภายใต้การเป็นประธานของอินเดีย นับเป็นการประชุมที่มีความสำคัญในหลายมิติ เพราะเกิดขึ้นในปีที่ BRICS ครบรอบ 20 ปี และเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจและการเมืองโลกเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

การประชุมครั้งนี้ใช้แนวคิด “Building for Resilience, Innovation, Cooperation and Sustainability” หรือการสร้างความยืดหยุ่น นวัตกรรม ความร่วมมือ และความยั่งยืน ซึ่งที่ประชุมได้รับรอง New Delhi Declaration โดยฉันทามติ ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก
สาระสำคัญประการแรก คือ การผลักดันบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ Global South ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น โดยปฏิญญานิวเดลี ย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบพหุภาคี และสถาบันระหว่างประเทศให้มีความเป็นตัวแทน มีประสิทธิภาพ และสะท้อนความเป็นจริงของโลกที่มีหลายขั้วมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มเสียงของประเทศกำลังพัฒนาในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถที่จะเพิ่มทางเลือกและเพิ่มอำนาจต่อรองภายในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
BRICS จึงไม่ได้มองแค่มิติการเมือง แต่พยายามสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และการพัฒนา เพื่อให้ประเทศสมาชิกและประเทศกำลังพัฒนามีเครื่องมือเผชิญความผันผวนของโลกมากขึ้น อาทิ เงินสกุลท้องถิ่น ที่พัฒนาในรูปแบบของการก้าวไปทีละขั้น โดยไม่ได้มุ่งเป้าหมายไปที่ “เงินสกุล BRICS” ซึ่งการประชุมครั้งนี้ไม่ได้จัดตั้งเงินสกุลร่วมของ BRICS แต่เน้นพัฒนากลไกการชำระเงินข้ามพรมแดนให้มีต้นทุนต่ำ รวดเร็ว เข้าถึงได้ และปลอดภัยมากขึ้น โดยคำนึงถึงระบบและนโยบายของแต่ละประเทศ จึงสอดคล้องกับประเด็นที่ตลาดการเงินให้ความสนใจ คือ การลดอุปสรรคในการชำระเงินระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

ประการที่สอง คือ BRICS ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยปฏิญญานิวเดลีสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความปลอดภัย เชื่อมโยงกันได้ และเข้าถึงได้ รวมถึงการพัฒนา Digital Public Infrastructure และความร่วมมือด้านทักษะดิจิทัล ส่วนพัฒนาการด้าน AI ที่ประชุมมองทั้งในฐานะเครื่องมือสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเน้นความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ความครอบคลุม และการเข้าถึงทรัพยากร AI ของประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น การแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ประเทศใดมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า” แต่อยู่ที่ว่า “ใครเข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมูล เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้มากกว่า”
ประการที่สาม พลังงานสะอาดและความมั่นคงทางพลังงาน จะพบว่า BRICS มองพลังงานใน 2 มิติพร้อมกัน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน และ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่สะอาดขึ้น โดยมองความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่พลังงาน การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรมและคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศ ซึ่ง AI และระบบดิจิทัลถูกนำมาเชื่อมโยงกับการบริหารระบบพลังงาน เช่น Smart Grids การจัดการระบบไฟฟ้า และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จึงเห็นได้ว่า “AI + Energy + Digital Infrastructure” กำลังกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

ประการที่สี่ คือ ห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งประเด็นที่มีความหมายต่อภาคธุรกิจโดยตรงคือการสร้าง Global Value Chains ให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น โดย BRICS สนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ปลอดภัย และครอบคลุม พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการพัฒนา BRICS GVC Action Plan 2026–2030 ด้วย
ธุรกิจไทยจึงต้องติดตาม เพราะการกระจายฐานการผลิตและการปรับห่วงโซ่อุปทานของโลกอาจเปิดโอกาสให้ประเทศที่อยู่ในจุดเชื่อมต่อของเอเชียและอาเซียนได้รับประโยชน์ ไทยจึงมีโจทย์สำคัญว่า “เราจะเป็นเพียงตลาดปลายทาง หรือจะเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของ BRICS และ Global South?”
การที่เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะ ประเทศไทยเป็นประเทศหุ้นส่วนของ BRICS แล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 และในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนไทยได้เสนอให้เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง BRICS กับ ASEAN โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมแสดงความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองภูมิภาค รวมทั้งยังให้ความสนใจความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เทคโนโลยีใหม่ AI การบริหารความเสี่ยง และสถาปัตยกรรมทางการเงิน รวมถึงการเข้าถึงเงินทุนสีเขียวผ่าน New Development Bank หรือ NDB ที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้น เพราะปฏิญญานิวเดลีสนับสนุนให้ NDB เพิ่มศักยภาพในการระดมทรัพยากร ขยายการให้สินเชื่อในสกุลเงินท้องถิ่น และสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาที่ยั่งยืน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของไทยในระยะต่อไป เพราะการเป็น “ประเทศหุ้นส่วน” ไม่ได้หมายความว่าโอกาสทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะนำสถานะดังกล่าวไปสร้างการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และตลาดใหม่ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

ดังนั้น หากมองภาพรวมของการประชุม BRICS 2026 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การตั้งคำถามว่า “BRICS จะขึ้นมาแทนที่ระบบเศรษฐกิจโลกเดิมหรือไม่?” แต่ควรถามว่า “BRICS กำลังเพิ่มทางเลือกอะไรให้กับเศรษฐกิจโลก?” และ “ประเทศไทยจะต้องเตรียมตัวอย่างไร” เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ โดยไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นในโลกที่มีความหลากหลาย และหลายขั้วมากขึ้น
ไทยจึงต้องรักษาความสามารถในการเชื่อมโยงกับหลายกลุ่มเศรษฐกิจ และใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของไทยใน ASEAN ให้เกิดมูลค่าสูงสุดสำหรับประเทศไทยเอง
โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว Bangkok Today Online

#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz


