29 ปีแห่งการหวนคืนของฮ่องกงสู่จีน ก้าวสู่ประตูยุทธศาสตร์ของระเบียบโลกใหม่

วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีนและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เนื่องจากเป็นวันครบรอบการหวนคืนของฮ่องกงจากการปกครองของสหราชอาณาจักรสู่จีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One Country, Two Systems) ซึ่งออกแบบเพื่อให้ฮ่องกงยังคงรักษาระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ระบบกฎหมาย และวิถีชีวิตฮ่องกงไว้ ภายใต้กรอบอธิปไตยของจีน

ตลอด 29 ปีที่ผ่านมาหลังการหวนคืนสู่จีน ฮ่องกงได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษ สู่การเป็นเขตบริหารพิเศษที่มีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีน โดยฮ่องกงได้ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งการเติบโต ความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางสังคม จนมาสู่ยุคใหม่ที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคงของรัฐ และการบูรณาการฮ่องกงเข้ากับการพัฒนาระดับประเทศมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายให้ฮ่องกงยังรักษาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ระบบกฎหมายแบบ Common Law และสถานะศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศไว้ ภายใต้การเป็นส่วนหนึ่งของจีน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและการประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงปี 2019–2020 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารฮ่องกง โดยรัฐบาลจีน เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงของมาตุภูมิ จึงได้มีการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติสำหรับฮ่องกงในปี 2020 และปรับปรุงระบบการเลือกตั้ง โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพทางสังคม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และทำให้ฮ่องกงสามารถกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

บทบาทฮ่องกง กับระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่

ประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ แม้ว่าบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเติบโตของนครอื่นๆในจีน แต่จีนกลับยิ่งให้ความสำคัญกับฮ่องกง โดยเมื่อมองจากบริบทของโลกในปัจจุบัน ความหมายของฮ่องกงได้เปลี่ยนไปอย่างมากจากการที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ระเบียบโลกหลายขั้ว” ซึ่งการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้า หากแต่ครอบคลุมเทคโนโลยี การเงิน พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ฮ่องกงกลับมีบทบาทที่โดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะ “ประตู” เชื่อมระหว่างเศรษฐกิจจีนกับตลาดโลก

และในฐานะที่ฮ่องกงถูกวางบทบาทให้เป็นประตูเชื่อมระหว่างจีนกับเศรษฐกิจโลก จึงทำให้รัฐบาลจีนได้ดำเนินการพัฒนา เขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area : GBA) ซึ่งประกอบด้วย ฮ่องกง มาเก๊า และ 9 เมืองสำคัญในมณฑลกวางตุ้ง รวมถึง เซินเจิ้น และ กว่างโจว ขึ้นมาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีประชากรกว่า 80 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจรวมอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก

และแม้ว่าจีนจะมีศูนย์กลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น หรือปักกิ่ง แต่ฮ่องกงยังคงมีข้อได้เปรียบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นระบบกฎหมายแบบ Common Law ที่นักลงทุนต่างชาติคุ้นเคย ระบบการเงินที่เปิดกว้าง ตลาดทุนที่มีสภาพคล่องสูง การใช้เงินดอลลาร์ฮ่องกงที่เชื่อมโยงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และประสบการณ์ด้านบริการทางการเงินระดับนานาชาติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฮ่องกงยังคงเป็นประตูสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจจีน

แน่นอนว่าภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ ทำให้ฮ่องกงยังคงมีบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ขณะที่เมืองอื่นใน GBA ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงดังกล่าวนี้เอง ทำให้ฮ่องกงถูกจับตามองว่ากำลังเปลี่ยนบทบาทเป็น “ศูนย์กลางบริการมูลค่าสูง” ทั้งด้านการเงิน การระดมทุน การบริหารสินทรัพย์ การประกันภัย กฎหมาย และบริการวิชาชีพระดับสากล ที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนทั้งระบบ

ยิ่งในระยะยาว เชื่อว่าบทบาทของฮ่องกงจะยิ่งทวีความสำคัญ เมื่อจีนผลักดันการใช้เงินหยวนในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ฮ่องกงได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางธุรกรรมเงินหยวนนอกจีนแผ่นดินใหญ่ (Offshore Renminbi Hub) และเป็นฐานทดลองนวัตกรรมทางการเงิน เช่น พันธบัตรสีเขียว สินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแล และการเงินเพื่อความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเงินทุนระหว่างจีนกับเศรษฐกิจโลก

จึงชัดเจนว่าจีนต้องการรักษาจุดแข็งของฮ่องกงไว้ และทำให้จุดแข็งนั้นรองรับต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีนมากขึ้น ด้วยบทบาทที่มุ่งให้ฮ่องกงเป็น “หน้าต่างของจีนสู่โลก และหน้าต่างของโลกสู่จีน”

โอกาสของธุรกิจไทยจากฮ่องกง

สำหรับประเทศไทย ฮ่องกงยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และสามารถเป็นประตูสู่ตลาดจีนและตลาดโลกได้ในหลายด้าน

ประการแรก ฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการระดมทุน การบริหารสินทรัพย์ และบริการทางการเงิน ธุรกิจไทยที่มีแผนขยายกิจการในต่างประเทศสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการเข้าถึงนักลงทุนและตลาดทุนระหว่างประเทศ

ประการที่สอง การเชื่อมโยงกับ Greater Bay Area เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ผลไม้ สุขภาพ ความงาม และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในจีนตอนใต้

ประการที่สาม ฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า และบริการระดับภูมิภาค ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานกระจายสินค้า การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศ

นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนสีเขียว ยังเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับฮ่องกงในอนาคต

ดังนั้น สำหรับประเทศไทย และธุรกิจไทย การมองฮ่องกงเป็นเพียงตลาดแห่งหนึ่งอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องมองฮ่องกงว่าเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของธุรกิจไทย หากผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการระดมทุน จัดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงกับนักลงทุนระดับโลก และขยายธุรกิจเข้าสู่ Greater Bay Area ก็จะสามารถเข้าถึงตลาดที่มีประชากรกว่า 80 ล้านคน และเชื่อมต่อกับห่วงโซ่คุณค่าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว Bangkok Today Online

#สำนักข่าวBangkokWealthAndBiz #bkkwealthandbiz #wealthnbiz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/2hCqA
More
articles