คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ไฟเขียวให้เอกชน รถร่วมบริการ บขส. ขึ้นค่าโดยสาร 5 สตางค์/กม. สำหรับรถโดยสารหมวด 2 (วิ่งระหว่างกทม. ไปต่างจังหวัด) และรถหมวด 3 (วิ่งระหว่างจังหวัด) รวมถึงรถวิ่งระหว่างอำเภอ มีผล 4 ก.ค.นี้ ส่วน บขส. ยังตรึงค่าโดยสารไปอีก 3 เดือน
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางเปิดเผยภายหลังการประชุมวันนี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น เทียบกับอัตราค่าโดยสารรถประจำทาง พบว่า อัตราค่าโดยสารในปัจจุบันสะท้อนราคาน้ำมันที่ระดับ 27 บาทต่อลิตร ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลขยับราคาขึ้นมาเป็น 35 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถโดยสารให้ได้รับความเดือดร้อนและเตรียมปรับลด-หยุดเที่ยววิ่ง
โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางหมวด 2 (วิ่งระหว่างกรุงเทพ-ต่างจังหวัด) และหมวด 3 (วิ่งระหว่างจังหวัด-จังหวัด และอำเภอ-อำเภอ) ให้ปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับขึ้นแล้วเท่าทุน ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้โดยสารจนเกินไป โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมนี้
นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย เปิดเผยว่า ได้แจ้งข่าวกับผู้ประกอบการสมาชิกทราบแล้วว่า คณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารให้ผู้ประกอบการแล้ว ดังนั้นขอให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก เดินรถตามปกติ โดยไม่ลดเที่ยววิ่ง และสมาคมฯ ขอให้คำมั่นกับประชาชนว่าถ้าราคาน้ำมันลดราคาลง ผู้ประกอบการยินดีลดค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เป็นจริง
ด้าน นายสัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวยืนยันว่าจะตรึงราคาค่าโดยสารในอัตราเดิมต่อไป เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน แม้ว่าจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ บขส. มีค่าใช้จ่ายต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น ประมาณ 3-5% หรือประมาณเดือนละ 6-8 ล้านบาท จากเดิมที่ บขส.มีต้นทุนน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 24-25 ล้านบาทต่อเดือน โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 บขส. มีต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันประมาณเกือบ 200 ล้านบาท
“บขส. ยินดีที่จะตรึงราคาค่าโดยสารให้กับประชาชน และยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการประชาชนด้วยบริการที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย รวมทั้งให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยและมีการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบายของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด ทั้งภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารและบนรถโดยสารด้วย”


