‘เวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรั่ม 2025’ บทบาทจีน – ไทย ที่น่าจับตามอง

การประชุมเวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรั่ม ประจำปี 2025 หรือ WEF 2025 ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 20-24 มกราคม พ.ศ. 2568 ภายใต้หัวข้อหลัก  “Collaboration for the Intelligent Age”  โดยมี ทั้งผู้นำรัฐบาล นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลก เข้าร่วม โดยมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสที่โลกกำลังเผชิญ รวมถึงการหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

ในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการอภิปรายปัญหาเศรษฐกิจโลก ดาวอสได้รับการขนานนามว่าเป็น “เข็มทิศเศรษฐกิจโลก” การประชุมประจำปีนี้มีหัวข้อหลักคือ “ความร่วมมือในยุคอัจฉริยะ” ซึ่งมีความหมายสำคัญเชิงปฏิบัติ และผู้คนได้หันมามองที่จีนอีกครั้ง โดยจับตามองว่า ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกขณะนี้ จะนำเสนอแนวคิดอะไรในการส่งเสริมความร่วมมือในยุคอัจฉริยะ

เนื่องจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เคยกล่าวคำสำคัญไว้ในฟอรั่มดาวอส ถึงการส่งเสริม “ความร่วมมือในยุคอัจฉริยะ” ที่สะท้อนถึงแนวคิดด้านนวัตกรรม การประสานงาน การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดกว้าง และการแบ่งปัน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่ายในการสร้างพื้นที่แห่งการพัฒนาใหม่ และทำให้ “เค้ก” แห่งการรวมเป็นหนึ่งเดียวของเศรษฐกิจโลกมีขนาดใหญ่ขึ้น และแบ่งปันได้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลจากทางการจีนระบุว่า ในปี 2024 จีนได้จัดตั้งบริษัทที่ลงทุนจากต่างประเทศใหม่ถึง 59,080 แห่ง เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยการลงทุนจากบางประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนีและสิงคโปร์ เป็นต้น ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการลงทุนจากต่างประเทศครอบคลุมหลายสาขา รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น เคมีภัณฑ์ รถยนต์ เครื่องจักรกล และอุตสาหกรรมการบริการ มีการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ เทคโนโลยีประยุกต์ ใช้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีสีเขียว ระดับสูง ความเป็นอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยที่การลงทุนกระจายอยู่ทั้งภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันตก รวมถึงปักกิ่ง เจียงซู เสฉวน ไหหลำ และมองโกเลียใน

อีกทั้งหลายองค์กรและสถาบันระหว่างประเทศได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของทุกภาคส่วนของโลกที่มีต่ออนาคตแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน

ประเด็นสำคัญที่สุด คือ จีนมีเป้าหมายเดียวกันกับเวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรั่มมาโดยตลอด โดยนายสี จิ้นผิง เคยแถลงความสำคัญในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและการสนับสนุนความเป็นพหุภาคีที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นมุมมองที่มีความสำคัญในทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก

และขณะที่ จีนมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้มีคุณภาพสูง แต่จีนยังมุ่งมั่นส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงผลักดันที่ยั่งยืนสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ซึ่งที่ผ่านมา บทบาทของจีนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ขณะเดียวกันเศรษฐกิจจีนยังคงมีการเติบโตที่ดี โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศขยายตัวในระดับร้อยละ 5  อย่างต่อเนื่อง อัตราเติบโตของเศรษฐกิจจีนจึงอยู่ในอันดับต้นๆ ของเขตเศรษฐกิจหลักๆ ของโลก

นายติง เซวียเสียง กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เข้าร่วมการประชุมฟอรั่มเศรษฐกิจโลกประจำปี 2025 และกล่าวคำปราศรัยในหัวข้อ “รักษาความเป็นธรรมของลัทธิพหุภาคี ส่งเสริมการพัฒนาที่เปิดกว้างและหลากหลาย”

นายติง เซวียเสียง กล่าวว่า เมื่อ 8 ปีก่อน ในที่นี้ นายสี จิ้นผิง ประธานิบดีจีนได้กล่าวปราศรัยสำคัญ ส่งเสียงแข็งแกร่งที่สุดในการสนับสนุนการโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจ รักษาและปฏิบัติตามแนวคิดพหุภาคี ร่วมกันสร้างโลกที่สวยงาม ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษย์ ดังนั้น จึงควรทบทวนคำปราศรัยสำคัญของนายสี จิ้นผิง โดยมีความเชื่อมั่นที่ไม่หวั่นไหว ร่วมสามัคคี ประสานงาน และจับมือกันอย่างแนบแน่นเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ผลักดันการสร้างสรรค์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษย์ เพิ่มความมั่นคงและสร้างโลกที่เที่ยงธรรมและพัฒนาร่วมกัน

นายติง เซวียเสียง ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของจีนในการมีส่วนร่วมพัฒนาโลก โดยระบุว่าสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ประเทศต่างๆควรสร้างความร่วมมือและความเชื่อมั่น รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกัน โดยเสนอว่า

ประการที่ 1 ควรร่วมกันส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจเพื่อพัฒนากําลังการผลิต และสร้างพลวัตที่ครอบคลุม แข็งแกร่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น

ประการที่ 2 ควรร่วมกันกำหนดอนาคตของโลก ร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือแบบพหุภาคี ยึดมั่นกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีองค์การสหประชาชาติเป็นศูนย์กลาง ยึดมั่นระบบการค้าแบบพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นหนทางในการรักษาสันติภาพของโลกและส่งเสริมความก้าวหน้าของมนุษย์

ประการที่ 3 ควรร่วมกันส่งเสริมแรงขับเคลื่อนและจุดแข็งใหม่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล เช่น ความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีควอนตัมและชีวการแพทย์ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น

ประการที่ 4 ควรร่วมกันจัดการกับความท้าทายที่สำคัญระดับโลก เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน

ในส่วนของประเทศไทย การไปร่วมประชุมของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทางรัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ได้จาก 20 การประชุม ตลอด 3 วัน ทั้งระดับผู้นำประเทศ นักธุรกิจระดับโลก ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจและน่าลงทุนบนเวทีระดับโลก

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ที่ได้มาพร้อม “ทีมไทยแลนด์” ชุดใหญ่ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดีอี  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง  รมว.เกษตรและสหกรณ์  รมต.พาณิชย์  รมต.ต่างประเทศ  ผู้แทนการค้าไทย  เลขา BOI  ซึ่งแม้ร่วมประชุมเพียง 3 วันแต่ได้พบปะหารือกับคณะนักธุรกิจ และผู้นำของแต่ละประเทศมากถึงกว่า 20 ภารกิจ มีการหารือกับ 11 บริษัทเอกชนชั้นนำระดับโลกได้แก่ DP World  /Nestle / Coca Cola /  Bayer AG/ Astra Zeneca /Salesforce/Google / Pepsi/ AWS/ Grab/ Amazon Web Services ซึ่งได้รับความสนใจลงทุนในประเทศไทยเป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าหลายบริษัทที่เคยลงทุนในประเทศไทยอยู่ แล้วจะลงทุนเพิ่มมากขึ้น ส่วนบริษัทใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจมากที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

นางสาวแพทองธาร ยังกล่าวด้วยว่า เรื่องสำคัญที่สุดอันถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการค้าของไทย กับ ประเทศในสหภาพยุโรปที่ประเทศไทยได้ลงนามความตกลง FTA ไทย-EFTA กับ 4 ประเทศเป็นครั้งแรก ทำให้เป็นโอกาสที่ดีของสินค้าไทย ที่จะเข้าไปจำหน่ายในประเทศแถบยุโรปมากขึ้น

สำหรับ เสวนา Betazone ‘Not Losing Sight of Soft Power’ และการร่วมกิจกรรม Country Strategy Dialogue (CSD) on Thailand และ Thailand Networking Dinner Reception ก็ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกับต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศในยุโรป และยังได้แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม อันเป็นซอฟเพาเวอร์ ที่สำคัญของประเทศไทยที่จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสินค้าให้ชาวยุโรปได้รู้จักมากขึ้น

“การมาประชุมครั้งนี้ ถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมาก ที่ได้มีโอกาสสื่อสารถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศไทย และสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย”นายกรัฐมนตรีของไทยกล่าว

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/82XFS
More
articles