อากาศร้อนจัด เสี่ยง “ฮีทสโตรก” ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม

 

ในช่วงที่อุณหภูมิสูงหรือสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในภูมิอากาศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน (Heat-related illness) สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย หนึ่งในภาวะที่มีความรุนแรงที่สุดคือ ฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคลมแดด ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

นพ. วีระพล บ่อหิรัญรัตน์ อายุรแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (core body temperature) สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอาจส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะสำคัญหลายระบบ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

☀️ฮีทสโตรก (Heatstroke) คืออะไร

ฮีทสโตรก (Heatstroke) เป็นภาวะที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสะสมมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายล้มเหลว (thermoregulatory failure) ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น
การอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน
การทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักในสภาพอากาศร้อน
สภาพอากาศที่มีทั้งอุณหภูมิสูงและความชื้นสูง
ภาวะขาดน้ำ

เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อหรือการไหลเวียนเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

☀️อาการของฮีทสโตรกที่ควรสังเกต

อาการของฮีทสโตรกมักเริ่มจากอาการของความเครียดจากความร้อน (heat stress) ก่อน และอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการที่พบได้ ได้แก่
อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ
ไม่มีเหงื่อออกแม้อยู่ในสภาพอากาศร้อน
กระหายน้ำอย่างมาก
ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ
หน้ามืด หรือรู้สึกอ่อนแรงผิดปกติ
คลื่นไส้ อาเจียน
หัวใจเต้นเร็ว
หายใจเร็วหรือหอบ
ผิวหนังแดงหรือร้อน
กระสับกระส่าย สับสน หรือซึมลง
ในบางกรณี หากภาวะรุนแรงขึ้น อาจเกิด
อาการชัก
หมดสติ
ภาวะหัวใจหยุดเต้น

เนื่องจากฮีทสโตรกสามารถดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว การรับรู้สัญญาณเตือนและได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสงสัยภาวะฮีทสโตรก
หากพบผู้ที่มีอาการสงสัยภาวะฮีทสโตรก ควรดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมทั้งรีบนำส่งโรงพยาบาล
แนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่
เคลื่อนย้ายผู้มีอาการไปยังบริเวณที่ร่มหรือมีอากาศถ่ายเท
ให้ผู้ป่วยนอนราบ และยกขาเล็กน้อยเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด
คลายเสื้อผ้าให้หลวมเพื่อลดการกักเก็บความร้อน
ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และศีรษะ
ใช้พัดลมหรืออุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน
หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี อาจให้จิบน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควร รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการและให้การดูแลตามความเหมาะสม

กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก
แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่
ผู้สูงอายุ
เด็กเล็ก
นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง
ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพแวดล้อมที่ร้อน
ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ
ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น
โรคหัวใจ
โรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน
โรคอ้วน

ในทางคลินิก แพทย์มักพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ร่วมกับอาการทางร่างกายและสภาพแวดล้อม เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น

แนวทางการป้องกันฮีทสโตรกในชีวิตประจำวัน
แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกจะเป็นภาวะที่มีความรุนแรง แต่ในหลายกรณีสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่
หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด
ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หากจำเป็นต้องทำกิจกรรม ควรเลือกช่วงเวลาเช้าตรู่หรือช่วงเย็น
ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานใช้แรงหรือออกกำลังกาย อาจต้องเพิ่มปริมาณน้ำตามความเหมาะสมของกิจกรรม
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ หรือเครื่องดื่มกระตุ้น อาจเพิ่มการขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
เลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเบาบาง ระบายอากาศได้ดี และไม่รัดแน่น สามารถช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น

ป้องกันร่างกายจากแสงแดด
การสวมหมวก แว่นกันแดด หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด สามารถช่วยลดการรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง

 

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/gmyhU
More
articles