ส่องการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS ครั้งที่ 17

กลุ่มประเทศ BRICS เป็นการรวมกลุ่มประเทศในลักษณะพหุพาคี ซึ่งที่มาของคำย่อเริ่มต้นว่า BRIC มาจากอักษรย่อของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (Emerging Market) ประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) และ จีน (China) ซึ่ง จิม โอนีลล์ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจโลกจากโกลด์แมน แซคส์ ที่มองเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดประเทศเกิดใหม่เหล่านี้ จึงเรียกว่าเป็นกลุ่มประเทศ BRIC

ต่อมาจึงมีการจับมือกันก่อตั้งกลุ่ม BRICS อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2006 ของ 5 ประเทศ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้  ชื่อกลุ่มประเทศนี้อย่างเป็นทางการจึงเป็นคำว่า BRICS มาจาก ‘อักษรตัวแรก’ ของประเทศสมาชิกก่อตั้งนั่นเอง

ความชัดเจนในบทบาทและจุดยืนของกลุ่ม BRICS  ทำให้ได้รับความสนใจจากหลายประเทศ ที่นำไปสู่การขยายสมาชิก โดยช่วงต้นปี 2024 กลุ่มได้เพิ่มสมาชิกใหม่อีก 5 ประเทศ คือ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และล่าสุดได้เพิ่ม อินโดนีเซีย อีก 1 ประเทศ ทำให้ปัจจุบัน BRICS มีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ แล้ว ที่สำคัญประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ เคยระบุว่า มีมากกว่า 20 ประเทศที่แสดงความประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม BRICS อาทิ แอลจีเรีย โบลิเวีย

กลุ่ม BRICS หวังจะเป็นเวทีประสานนโยบายทางการเมือง–เศรษฐกิจระหว่างประเทศตลาดเกิดใหม่ และสร้างความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาโลกในด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจการค้า การลงทุน การผูกขาดการค้าและการแข่งขัน ไปจนถึงเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านสุขภาพ ฯลฯ

อีกทั้งแนวทางความร่วมมือในการลดทอนการผูกขาดการค้าโลกและการแข่งขันระหว่างประเทศ ด้วยการลดอำนาจเงินดอลลาร์สหรัฐ และระบบการเงินของตะวันตก  แต่ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น ลดความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์ เช่น โครงการในบราซิลที่ใช้หยวนโดยตรง, การพัฒนา BRICS Pay และ New Development Bank (NDB) เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่พึ่งสถาบันโดยมี Dilma Rousseff  เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคาร NDB เพื่อขับเคลื่อนบทบาทของกลุ่ม BRICS

แม้จะมีการหยิบยกในเรื่องของผลประโยชน์ต่อโลก ผ่านการเพิ่มความเป็นตัวแทนของ Global South ในเวทีโลก ส่งเสริมสร้างความร่วมมือใต้-ใต้ (Cooperation under the Global South framework) ในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร–สุขภาพ แต่กลุ่มประเทศและสถาบันตะวันตก ยังคงมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีและจุดยืนของสหรัฐอเมริกานั้นชัดเจนที่สุด

ภายใต้นโยบายภาษีนำเข้าตอบโต้ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชัดเจนว่ามีการพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม BRICS โดย ทรัมป์ กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาวว่า “ใครก็ตามที่อยู่ในกลุ่ม BRICS กำลังจะถูกเรียกเก็บภาษี 10% ในเร็วๆ นี้ และถ้าเป็นสมาชิก BRICS ก็ต้องจ่าย 10% และพวกเขาจะไม่เป็นสมาชิกกลุ่มอีกนานแน่นอน”

ท่าทีของทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาติสมาชิก BRICS โดยเฉพาะ หลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิลซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ได้ตอบนักข่าวที่งานประชุม BRICS ว่า “โลกไม่ได้ต้องการจักรพรรดิ”

และต่อมายังให้สัมภาษณ์ที่กรุงบราซิเลีย หลังจากต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ถึงความไม่เห็นด้วยอีกครั้ง ว่า “เราจะไม่ยอมรับคำตำหนิเกี่ยวกับการประชุมสุดยอด BRICS และเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่าเขาจะเก็บภาษีประเทศในกลุ่ม BRICS”

Brazil

สำหรับการประชุม BRICS ครั้งล่าสุด เป็นการประชุม ครั้งที่ 17 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ริโอ เด จาเนโร โดยมีธีมว่า “Strengthening Global South Cooperation for a More Inclusive and Sustainable Governance” ซึ่งบราซิลในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่ม ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2025 จึงรับหน้าที่จัดการประชุมครั้งนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมสำคัญ คือ บรรดาผู้นำจาก 11 ประเทศสมาชิก ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย UAE และอินโดนีเซีย

ขณะที่บางประเทศส่งผู้นำระดับรัฐมนตรี หรือร่วมประชุมทางออนไลน์ เช่น รัสเซียประชุมผ่านวิดีโอคอล ส่วนจีนส่งนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เป็นผู้แทนเข้าร่วม ขณะที่มีผู้แทนจาก partner countries เช่น ไทย มาเลเซีย เคนยา กัมพูชา และองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UN, WTO, AIIB, NDB เข้าร่วมด้วย

สำหรับประเด็นหลักสำคัญของ Rio Declaration ในครั้งนี้ ได้แก่ ปฏิญญาริโอ ครอบคลุม 126 ข้อ เน้นพหุภาคีนิยม  (Multilateralism) , การปฏิรูประบบ UN/IMF/World Bank และพื้นที่ของ Global South, รับ อินโดนีเซียเป็นสมาชิกเต็ม และประกาศ “ประเทศหุ้นส่วน (Partner Country)” หลายประเทศ เช่น ประเทศไทยได้รับสถานะ “Partner Country” ของกลุ่ม BRICS ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นมา

ส่วนแนวทางที่จะเร่งผลักดัน อาทิ Climate finance เช่น “Tropical Forest Forever Facility” สำหรับการอนุรักษ์ป่าเขตร้อน, AI governance ผ่านแนวร่วมในระบบ UN, ระบบชำระเงินข้ามชาติ BRICS Pay ลดการพึ่งพาดอลลาร์ผ่านการใช้สกุลเงินท้องถิ่น, การปฏิรูประบบสากลเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) , IMF และ World Bank เพิ่มความเป็นตัวแทนและเพิ่มบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึง นโยบายเป็นกลาง ในประเด็นสู้รบ และ ประณามการก่อการร้าย เป็นต้น ถือเป็นจุดเริ่มในการยกระดับ BRICS เพิ่มขึ้น

หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน

อย่างไรก็ดี คงต้องจับตาการดำเนินนโยบายจริงหลังประชุม โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เห็น BRICS เป็นภัยต่ออำนาจของโลกตะวันตก และตอบโต้ด้วยกำแพงภาษี (10–50%) หากประเทศใดสนับสนุน BRICS อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้ จีน จะให้ความสำคัญกับบทบาทในด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการแก้ปัญหาระดับโลกอย่างจริงจังก็ตาม แต่การที่สหรัฐฯ และยุโรป ยังมีท่าทีต่อต้านจีน ต่อต้านกลุ่ม BRICS ในทุกวิธีการ การเผชิญหน้าทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งภูมิรัฐศาสตร์ อาจจะเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้

สำหรับประเทศไทย การผูกพันในสถานะหุ้นส่วน BRICS จะเปิดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งเสริมบทบาทของไทยในเวทีพหุภาคี สามารถขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศสมาชิก BRICS ได้เพิ่มขึ้น สามารถดึงการลงทุน และนักท่องเที่ยว อาทิ นักลงทุนจากจีน อินเดีย และประเทศ BRICS รายอื่น ๆ ให้สนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในปี 2023 รวมทั้งได้โอกาสเข้าถึงโครงการและความร่วมมือระดับสูงของ BRICS เช่น โครงสร้างนโยบายทางการเงิน, Green Fund,  ระบบชำระเงินข้ามชาติ BRICS Pay ที่มุ่งลดการพึ่งพาดอลลาร์

แต่คงยังต้องระวังกรณีก้าวสู่สมาชิกเต็มรูปแบบ ที่จะทำให้ต้องเผชิญความกดดันจากตะวันตก โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้ขู่แล้วว่าจะตั้งกำแพงภาษี 10–100% กับประเทศที่เป็นพันธมิตรชัดเจนกับกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐฯกดดันไทยในขณะนี้ ด้วยอัตราภาษีนำเข้า 36%

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ หอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz และ สำนักข่าว บางกอกทูเดย์

#bkkwealthandbiz #wealthnbiz #สำนักข่าวwealth_and_biz

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/wdIlE
More
articles