ชิคาโก, 20 ส.ค. (ซินหัว) — ผลการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในเมืองเซนต์หลุยส์ของสหรัฐฯ ระบุว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา มีความสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดีที่เกิดจากการฉีดวัคซีนไม่ดีนัก
หลายผลการศึกษาก่อนหน้านี้ระบุว่าการติดเชื้อตามธรรมชาติและการฉีดวัคซีนช่วยกระตุ้นการผลิตแอนติบอดีที่ยั่งยืน โดยแม้ระยะเวลาการตอบสนองของแอนติบอดีจะเป็นปัจจัยหนึ่งของการป้องกัน แต่ความครอบคลุมก็มีความสำคัญเช่นกัน
นักวิจัยสกัดเซลล์ผลิตแอนติบอดีจากผู้เข้าทดลอง 3 คน ซึ่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer) และนำไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนได้ชุดแอนติบอดี 13 ชนิด ที่มุ่งเป้าไปยังเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ดั้งเดิมที่เริ่มระบาดเมื่อปีก่อน เพื่อประเมินความครอบคลุมการตอบสนองของแอนติบอดีต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-COV-2)
นักวิจัยทดสอบแอนติบอดีกับเชื้อกลายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา ก่อนพบว่าแอนติบอดี 12 จาก 13 ชนิด รู้จักสายพันธุ์อัลฟาและเดลตา 8 ชนิดรู้จักทั้งสี่สายพันธุ์ และ 1 ชนิดที่ไม่รู้จักสายพันธุ์ใดเลย
นอกจากนั้นนักวิจัยพบว่าแอนติบอดี 5 จาก 13 ชนิด มีฤทธิ์ลบล้างเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ดั้งเดิม และเมื่อนำชุดแอนติบอดีดังกล่าวไปทดสอบกับเชื้อกลายพันธุ์อื่น พบแอนติบอดีทั้ง 5 ชนิด มีฤทธิ์ลบล้างสายพันธุ์เดลตา 3 ชนิดมีฤทธิ์ลบล้างอัลฟาและเดลตา และ 1 ชนิดที่มีฤทธิ์ลบล้างทั้งสี่สายพันธุ์
แอนติบอดีที่มีฤทธิ์ลบล้างสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) ทั้งสี่สายพันธุ์ รวมถึงสามสายพันธุ์เพิ่มเติมที่ทดสอบแยกกัน ถูกเรียกว่า 2ซีโอ8 (2C08) โดยในการทดลองกับสัตว์ 2ซีโอ8 ยังปกป้องแฮมสเตอร์จากโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสฯ ทุกสายพันธุ์ที่ทำการทดสอบ ได้แก่ สายพันธุ์ดั้งเดิม เดลตา และเชื้อเลียนแบบเบตา
นักวิจัยพบว่าประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 หรือผู้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สร้างแอนติบอดีที่รู้จักตำแหน่งเดียวกันในเชื้อไวรัสฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายของ 2ซีโอ8 และมีเชื้อไวรัสฯ น้อยมากเพียงร้อยละ 0.008 ที่สามารถกลายพันธุ์จนหลบหนีแอนติบอดีมุ่งเป้าตำแหน่งดังกล่าว
อนึ่ง ผลการวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารอิมมูนิตี (Immunity) เมื่อวันจันทร์ (16 ส.ค.) ที่ผ่านมา


