สืบเนื่องจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี ครั้งที่ 32/2568 ของ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (DUSIT) เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ซึ่งมีวาระการประชุม 8 วาระ แต่ปรากฏว่า ในวาระที่ 2 พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 (สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค.2567) พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี ปรากฏว่า บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ DUSIT โดยถือหุ้นอยู่ 49.74% ลงมติไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งๆที่ผ่านการตรวจสอบ และลงนามรับรองโดยผู้สอบบัญชีแล้วก็ตาม จนกลายเป็นประเด็นใหญ่สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย ที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น
ซึ่งต่อมาปรากฏข่าวว่าการไม่อนุมัติดังกล่าว น่าจะมาจากประเด็นความขัดแย้งกันของทายาท 3 คน ของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย คือ นายชนินทธ์ โทณวณิก ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของท่านผู้หญิงชนัตถ์ กับฝ่ายของน้องสาวอีก 2 คน คือ นางสินี เธียรประสิทธิ์ (แต่งงานกับ นายฐิตินันท์ เธียรประสิทธิ์) และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (แต่งงานกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) จนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ บริษัท ชนัตถ์และลูก โดยนายชนินทธ์ถูกลงมติให้พ้นจากการเป็นกรรมการ ทำให้กรรมการปัจจุบันกลายเป็น นางสินี เธียรประสิทธิ์ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค นางสาวลลิตา เธียรประสิทธิ์ และนายภัทร สาลีรัฐวิภาค รวมทั้งมีการเปลี่ยนกรรมการลงชื่อผูกพันบริษัท เป็นนางสินี เธียรประสิทธิ์ หรือนางสาวลลิตา เธียรประสิทธิ์ ลงลายมือชื่อร่วมกับ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค หรือนายภัทร สาลีรัฐวิภาค สองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงน่าจะเป็นที่มาของการที่ บริษัท ชนัตถ์และลูก ใช้เสียงในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ DUSIT ลงมติไม่อนุมัติงบการเงิน ทำให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 25 เมษายน ต้องเลื่อนวาระที่เหลือ คือ วาระที่ 3 ถึงวาระที่ 8 ไปประชุมต่อในวันที่ 28 พฤษภาคม จนกลายเป็นข้อสงสัยและมีการวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงตลาดหุ้นและนักลงทุนเป็นอย่างมาก
เพราะการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ทั้งๆที่ ผู้สอบบัญชีผ่านการตรวจสอบแล้วโดยไม่มีเงื่อนไข อีกทั้งงบการเงินดังกล่าวก็ได้ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการ DUSIT มาก่อนแล้ว ซึ่งนางสินี ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่เห็นชอบงบการเงินดังกล่าวด้วย ถือเป็นกรณีแรกในตลาดหุ้นไทยที่เกิดเหตุเช่นนี้
อีกทั้ง เมื่องบการเงินประจำปี 2567 ไม่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น มีผลให้ DUSIT ไม่สามารถส่งงบรายปีได้ทันกำหนด ซึ่งตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรณีบริษัทไม่นำส่งงบการเงิน ทางตลาดหลักทรัพย์จะขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) ทันที นับแต่วันครบกำหนดส่งงบการเงิน และจะคงเครื่องหมาย SP ไว้จนกว่าบริษัทจะนำส่งงบการเงินดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์อย่างถูกต้องครบถ้วน ซึ่งงบรายปีนั้นจะต้องส่งภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี และหากความขัดแย้งเกิดยืดเยื้อ จนทำให้การส่งงบการเงินล่าช้าเกินกว่า 6 เดือนนับจากวันครบกำหนดส่ง ก็จะเป็นเหตุให้ DUSIT เข้าข่ายเหตุเพิกถอนได้ ด้วยเหตุนี้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พฤษภาคม จึงถูกจับตามองว่า ศึกสายเลือดจะยุติแค่นั้น หรือยังพัลวันงัดกันไม่เลิก

ปรากฏว่า ผลการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พฤษภาคม สะท้อนชัดเจนว่า ศึกศายเลือดยังไม่จบ เพราะแม้ในวาระที่ 3 ซึ่งเป็นวาระเริ่มต้นการประชุมต่อ ที่เป็นการขออนุมัติงดจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2567 จะได้รับการอนุมัติจากเสียงของผู้ถือหุ้นใหญ่นามของบริษัท ชนัตถ์และลูก ทำให้มติผ่าน 99.8917% แต่ในวาระที่ 4 พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ ให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ซึ่งประกอบด้วย นายอาสา สารสิน นางปราณี ภาษีผล นายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ และ นายสมประสงค์ บุญยะชัย ปรากฏว่า ทั้ง 4 คน ไม่ได้รับการอนุมัติให้กลับมาดำรงตำแหน่งกรรมการอีก โดยคะแนนในการไม่เห็นด้วยสูงกว่า 74% ทั้ง 4 คน
ผลของการลงมติทำให้ คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ในฐานะประธานกรรมการสรรหา ได้กล่าวต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น ว่า น่าเสียดายและน่าเสียใจที่ต้องเสียบุคคลกรที่มีคุณภาพ ที่ได้ทุ่มเททำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นลบต่อธุรกิจ ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ วาระที่ 6 พิจารณาอนุมัติการแต่งต้ังผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าตอบแทนปี2568 ที่ลุ้นกันว่า การเสนอชื่อ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ซึ่งเป็นผู้สอบและรับรองงบการเงินประจำปี 2567 แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่รับรองงบนั้น จะผ่านด่านได้รับการอนุมัติให้เป็นผู้สอบบัญชีหรือไม่ แต่ปรากฏว่าได้รับมติอนุมัติ 99.8917% ส่งผลให้งบการเงินไตรมาส 1/2568 ที่รับรองโดยผู้สอบบัญชี บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สามารถส่งงบได้ทันตามกำหนด เหลือเพียงงบการเงินประจำปี 2567 เท่านั้น ที่ยังเป็นปัญหา
และอีกวาระ คือวาระที่ 7 พิจารณาอนุมัติการเปลี่ยนแปลงนโยบายการจ่ายเงินปันผล ซึ่งถ้าได้รับการอนุมัติ DUSIT ก็มีโอกาสที่จะจ่ายเงินปันผลได้เร็วขึ้น เนื่องจากวาระนี้เสนอขอเพิ่มข้อความว่า “กรณีที่งบการเงินรวมมีขาดทุนสะสม บริษัทอาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท” โดยจะมีผลบังคับใช้สำหรับงบการเงินสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป แต่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ มีมติไม่อนุมัติการเปลี่ยนแปลงนโยบายการจ่ายเงินปันผลด้วยคะแนนเสียง 74.8406%
การประชุมในวันที่ 28 พฤษภาคม จึงชัดเจนว่า วาระใดที่ 2 กลุ่มเห็นด้วยเหมือนกันก็จะได้รับการอนุมัติด้วยคะแนน 99.8917% แต่ถ้าเป็นวาระที่เห็นต่างกัน จะไม่ผ่านการอนุมัติด้วยคะแนน 74.8406% เป็นอย่างน้อย
หลังการประชุม บมจ. ดุสิตธานี ได้ทำหนังสือชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ กรณี กรรมการอิสระ 4 คน ไม่ได้รับการอนุมัติให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง ว่า แม้จะส่งผลให้บริษัทมีกรรมการเหลืออยู่ 8 คน แต่ยังคงมีกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ มีกรรมการตรวจสอบไม่ครบ 3 คน จากนี้คณะกรรมการสรรหา พิจารณาค่าตอบแทนและบรรษัทภิบาล จะพิจารณาสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป (แล้วแต่กรณี) ทั้งนี้จำนวนกรรมการที่ลดลงไม่ได้มีผลต่อการบริหารงานหรือการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ แต่อย่างใด
เอกสารชี้แจงยังมีการขอบคุณกรรมการทั้ง 4 คน ด้วยว่า ได้สละเวลาและใช้ความรู้ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาดุสิตธานีให้สามารถฝ่าฟันความท้าทายต่างๆ จนสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคง พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวผลสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้
สำหรับงบการเงินปี 2567 ซึ่งที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไม่อนุมัตินั้น บริษัทจะดำเนินการนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
ดังนั้น แม้ว่าทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยังไม่ได้มีการขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น DUSIT เนื่องจากเห็นว่า ปัญหาที่ส่งงบไม่ทัน ไม่ได้เกิดจากตัวงบฯ หรือผู้สอบบัญชีไม่รับรอง แต่เกิดจากผู้ถือหุ้นใหญ่ขัดแย้งกัน จึงยังให้โอกาสในการแก้ปัญหา นั่นเท่ากับว่า DUSIT จะต้องจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อขออนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ซึ่งผู้ลงทุนคงจะต้องลุ้นกันอีกรอบว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ซึ่งเคยไม่อนุมัติงบการเงินมาแล้วนั้น จะลงมติอย่างไร

เพราะทางบริษัท ชนัตถ์และลูก ก็ได้มีการชี้แจงหลังการประชุมผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกันว่า การที่บริษัทฯ ลงมติไม่เห็นด้วยกับงบการเงิน เป็นการลงมติที่มีเหตุมีผล และเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะผู้ถือหุ้น เนื่องจากในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในครั้งที่ผ่านมานั้น ก่อนวันประชุมบริษัทฯ ได้ส่งคำถามล่วงหน้าให้กับบมจ. ดุสิตธานี เกี่ยวกับงบการเงินประจำปี 2567 และในวันประชุมก็ได้ส่งคำถามเกี่ยวกับงบการเงินไปอีกครั้งหนึ่ง แต่คณะกรรมการของบมจ. ดุสิตธานี กลับไม่ตอบคำถามที่บริษัทได้สอบถามไป
ที่สำคัญ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ไม่มีเหตุผลใดที่จะไปทำร้าย หรือทำลายบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีแต่จะให้การสนับสนุนให้กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งระหว่างทายาทดังที่ปรากฏเป็นข่าว
ในเรื่องนี้ แหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจ วิเคราะห์ว่า การใช้เวทีประชุมผู้ถือหุ้น DUSIT เป็นเวทีประลองกำลังกันถึงขั้นไม่อนุมัติกรรมการอิสระระดับผู้ใหญ่ถึง 4 คน ซึ่งเชื่อว่าบางคนพยายามที่จะเป็นกาวใจช่วยเคลียร์ความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง แต่ถูกมองว่าเป็นการเข้าข้างนายชนินทธ์มากกว่า จึงทำให้ไม่อนุมัติให้กลับมาเป็นกรรมการอีก เพื่อที่จะโดดเดี่ยวนายชนินทธ์ไม่ให้มีผู้ใหญ่ช่วย ซึ่งแม้ว่า บริษัท ชนัตถ์และลูก มีการออกแถลงการณ์ตามมาหลังการประชุมว่า กรรมการทั้ง 4 คนอยู่มานานแล้ว และมีส่วนที่ต้องร่วมรับผิดชอบกรณีที่บริษัทยังคงขาดทุน จึงต้องการที่จะให้มีกรรมการใหม่ๆเข้ามา ซึ่งคงต้องรอดูว่า กรรมการอิสระที่จะเข้ามาใหม่นั้น จะเป็นคอนเนกชั่นของสายใด ระหว่าง โทณวณิก เธียรประสิทธิ์ หรือ สาลีรัฐวิภาค และที่สำคัญ จะมีรุ่นลูกของนางสินี และนางสุนงค์ เข้ามาเป็นผู้บริหารของ DUSIT เพิ่มขึ้นหรือไม่
รวมทั้งจะมีการเล่นกันแรงถึงขั้นไม่มีที่ยืนใน DUSIT สำหรับนายชนินทธ์เลยหรือไม่ เพราะจนถึงขณะนี้นายชนินทธ์ยังคงพยายามสู้เกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก อยู่ ขณะที่ฝ่ายของนางสินี และนางสุนงค์ ก็ยืนยันว่า ดำเนินการต่างๆเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งการแบ่งทรัพย์มรดกยังตกลงกันไม่ได้ และยังไม่มีข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกแต่อย่างใด รวมทั้งกรณีที่นายชนินทธ์ไปฟ้องศาลให้บังคับให้มีการโอนหุ้นให้นายชนินทธ์นั้น ศาลก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างนายชนินทธ์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์


