บทวิเคราะห์ : อภิปราย ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ในสภา แต่สะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ตลาดหุ้นไทย

กรณี นายนิคม บุญวิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังปวงชนไทย อภิปราย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ด้วยการตั้งคำถามจนเป็นประเด็นใหญ่ไปทั้งประเทศว่า ไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องจริงหรือไม่?

ประเด็นการขาดความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการแรงงาน ปล่อยให้แรงงานลักลอบเข้าเมืองในช่วงโควิด-19 ระบาด เรื่องผลประโยชน์ มีขุมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานที่เข้ามาในประเทศไทยหลายแสนคนว่ามีการเก็บส่วย มีจ่ายค่านายหน้า รีดเงินแรงงานต่างด้าว ซึ่งเรื่องทำนองนี้ มีการปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มี แต่ขณะเดียวกันปิดกันให้แซ่ดว่าของมันต้องมี ปัญหาอยู่ที่คนเชื่อหรือเปล่าว่าไม่มีส่วยแรงงาน เพราะคนส่วนใหญ่ เชื่อไปแล้วว่ามี

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีแรงงานจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยให้มีเรื่องทำลายภาพลักษณ์ให้เปลืองตัวอยู่ต่อไป เพราะคนไม่เชื่ออยู่แล้วว่าไม่มี เพียงแต่ไม่รู้ว่าเงินสีดำตรงนี้ไปถึงใคร ไปถึงระดับไหนบ้างเท่านั้น ความสงสัยที่ว่า หัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก จึงกระทบไปเต็มๆของบรรดาบิ๊กๆในกระทรวงแรงงาน ดังนั้นถ้าจะต้องรีบเร่งจัดการเล่นงานอย่างเฉียบขาด อย่าปล่อยให้เปลืองภาพลักษณ์อีกต่อไป

แต่ที่เป็นประเด็นใหญ่กว่า คือ กรณีการกล่าวหาที่เกี่ยวกับการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบกับภาพลักษณ์ของตลาดทุนไทย กระทบความน่าเชื่อถือต่อการลงทุน เป็นอย่างมาก ว่ากลายเป็นแหล่งลงทุนที่มีเงินการเมืองเข้ามาปั่นหุ้น ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนได้อย่างกว้างขวาง

ประเด็นแรก ที่ถูกกล่าวหา คือ กรณีอนุมัติเงินประกันสังคมไปให้บริษัทพวกพ้องที่ชื่อ ‘สอภอ’ ซึ่งร่ำรวยขึ้นมาจากการเป็นนักปั่นหุ้นและฟอกเงินนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่

ประเด็นที่สอง คือ ได้มีเส้นทางการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อหุ้น บมจ. อรินสิริ แลนด์ (ARIN) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จริงหรือไม่

ประเด็นนี้ เป็นข้อที่น่าสงสัยจริงๆ เพราะนับตั้งแต่ บมจ. อรินสิริ แลนด์ เข้ามาในตลาด mai ตั้งแต่ปี 2562 ก็ขาดทุนมาตลอด กระทั่งถึงไตรมาส 1 ปีนี้ งบการเงินที่เปิดเผยล่าสุดยังขาดทุนอยู่ แต่ราคาหุ้นกลับขึ้นสวนทางแบบไม่เกรงใจหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต.

ข้อมูลในระบบของตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า ผลประกอบการของ บมจ. อรินสิริ แลนด์ ในปี 62 ซึ่งเป็นปีแรกที่เข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียน มีผลขาดทุน 14.12 ล้านบาท ปี 63 ก็ขาดทุน 37.33 ล้านบาท ปี 64 ขาดทุนสูงขึ้นเป็น 54.66 ล้านบาท และไตรมาสแรกปีนี้ก็แจ้งแล้วว่าแค่ไตรมาสเดียวก็ขาดทุนไปแล้ว 6.70 ล้านบาท

แต่ราคาหุ้นกลับสูงขึ้นสวนทาง เนื่องจาก ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2562 ราคาหุ้นอยู่ที่ 0.83 บาท ปลายปีถัดมา 30 ธ.ค. 2563 ยังไม่ไปไหน ราคาอยู่แค่ 0.77 บาท แต่พอมาถึง 30 ธ.ค. 2564 ราคาโดดขึ้นมากว่าเท่าตัวเป็น 2.08 บาท และล่าสุด ณ วันที่ 19 ก.ค. 2565 ในวันที่ถูกซักฟอกนั่นแหละ ราคาอยู่ที่ 6.55 บาท

เส้นทางราคาหุ้น ARIN จากหุ้นละ 70 – 80 สตางค์ ขึ้นมาเป็น 6.55 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าตัวแบบนี้ เป็นเรื่องที่ทั้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จะต้องแสกนตรวจสอบอย่างจริงจัง

เพราะเชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ฯเองก็ต้องผิดสังเกตุ เพราะได้กำหนดให้หุ้น ARIN ห้าม Net Settlement ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance แปลว่าราคาผิดปกติจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่จัดให้อยู่ในกลุ่ม Trading Alert และมีการขยายเวลา รวมทั้งสอบถาม แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งราคาที่ผิดปกติได้

รอบแรก 27 พ.ค. 2565 โดนมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1 : ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance ตั้งแต่ วันที่ 30 พ.ค. 2565 จนถึง 17 มิ.ย. 2565 จากนั้น 8 มิ.ย. 2565 ปรับเพิ่มความเข้มเป็น ระดับ 2 : ห้าม Net Settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance เริ่มต้น 9 มิ.ย. 2565 ขยายต่อไปถึง 29 มิ.ย. 2565 พร้อมกับมีจดหมายให้บริษัทชี้แจง ซึ่งบริษัทก็ชี้แจงว่า ไม่มีข้อมูลอะไรที่มีนัยสำคัญที่จะเป็นผลต่อราคาหุ้นเลย

จากนั้น วันที่ 29 มิ.ย. 2565 ตลาดหลักทรัพย์ ก็ขยายเวลาการห้าม Net Settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance ต่อไปอีก จาก 30 มิ.ย. 2565 ไปสิ้นสุด 20 ก.ค. 2565

จะเห็นว่า ราคาหุ้นที่ผิดปกตินั้น ไม่ธรรมดาจริงๆ

ประเด็นที่สาม แม้นายสุชาติจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องใดๆ แต่ข้อมูลในระบบของตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า นส.วิมลจิต อรินทมะพงษ์ คู่สมรสของ สุชาติ ยังคงเป็นกรรมการผู้จัดการ ARIN อยู่ และยังคงถือหุ้นอยู่สูงถึง 21.67% เพียงแต่โอนให้ บลจ.เกียรตินาคินภัทร เป็นผู้ดูแลหุ้นจำนวนนี้แทน

และจากรายชื่อ 10 อันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ARIN ที่ประกาศอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะพบว่า อันดับ 1 คือ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ที่รับโอนจาก นส.วิมลจิต อรินทมะพงษ์ จำนวน 130,000,000 หุ้น หรือ 21.67% ขณะที่อันดับ 3 เป็น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เพื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น จำนวน 79,962,500 หุ้น หรือ 13.33% อันดับ 5 คือ ด.ช. พลัฎฐ์ ชมกลิ่น จำนวน 29,850,000 หุ้น หรือ 4.98% และ อันดับ 10 นายวิเชียร ชมกลิ่น ถือหุ้นอยู่ 9,000,000 หุ้น หรือ 1.50%

รวมจำนวนหุ้นของบุคคลที่นามสกุลชมกลิ่นถืออยู่ จะเท่ากับ 248,812,500 หุ้น หรือเท่ากับ 41.48% ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุด เพราะ ARIN มีหุ้นทั้งหมดแค่ 600 ล้านหุ้นเท่านั้น แต่เป็นของบุคคลนามสกุลชมกลิ่นกว่า 248 ล้านหุ้น

ซึ่งในแง่ของการลงทุนเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร แต่ที่เป็นประเด็นและควรต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เนื่องจากว่าราคาหุ้นผิดปกติอย่างน่ากลัว และกลายเป็นความเสี่ยงกับผู้ที่เข้าไปลงทุน

นอกจากนี้ข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ยังระบุว่า น.ส.วิมลจิต อรินทมะพงษ์ เป็น กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ ของ บมจ.อรินสิริ แลนด์ อยู่เลย

ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จะต้องไม่นิ่งเฉย หรือทำแค่กำหนดให้เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ในเมื่อมีการตั้งข้อสงสัยเรื่องราคาในการอภิปรายในสภา จนดังไปทั้งประเทศแบบนี้ จึงคสรจะต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมดในการซื้อหุ้น ARIN อย่างเร่งด่วน ว่ามีการปั่นหุ้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพื่อปกป้องนักลงทุนไม่ให้เป็นแมงเม่า

ขณะเดียวกับ ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินกองทุนประกันสังคม นายสุชาติ จะต้องชี้แจงกรณีที่ถูกกล่าวหาโดยละเอียดต่อสังคมที่กำลังจับตามองด้วยความสงสัย

เรื่องนี้แม้จะเป็นการอภิปรายในสภา แต่ก็สั่นสะเทือนภาพลักษณ์ตลาดหุ้นไทยไปเต็มๆ

The short URL of the present article is: https://www.wealthnbiz.com/9FilY
More
articles